Advertisement
สุขภาพ

ดูแลสุขภาพโดยไม่พึ่งยา เริ่มจากกิน ขยับ นอน และคลายเครียดตามแนวทาง WHO

ปรับปรุงล่าสุด:

ดูแลสุขภาพโดยไม่พึ่งยาได้ด้วยการกิน ขยับ นอน และคลายเครียด ตามตัวเลขแนะนำของ WHO ที่ทำตามได้จริงทุกวัน

ดูแลสุขภาพโดยไม่พึ่งยา เริ่มจากกิน ขยับ นอน และคลายเครียดตามแนวทาง WHO

ดูแลสุขภาพโดยไม่พึ่งยาเริ่มได้จากสี่เรื่องที่ทำทุกวัน คือกิน ขยับตัว นอน และจัดการความเครียด องค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) ให้ตัวเลขแนะนำชัดเจนทั้งเรื่องอาหารและการขยับตัว และปรับปรุงคำแนะนำเรื่องรับมือความเครียดล่าสุดเมื่อ 30 มี.ค. 2569 คนที่แพทย์สั่งยาอยู่แล้วไม่ควรหยุดยาเอง เพราะสี่เรื่องนี้เป็นพื้นฐานช่วยลดปัจจัยเสี่ยงของโรคเรื้อรัง ไม่ได้ใช้แทนการรักษา

เหตุที่ต้องใส่ใจตั้งแต่วันนี้ คือโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Noncommunicable diseases: NCDs) หรือที่เรียกกันว่าโรคเรื้อรัง WHO รายงานว่าโรคกลุ่มนี้คร่าชีวิตผู้คนอย่างน้อย 43 ล้านคนทั่วโลกในปี 2564 (ค.ศ. 2021) คิดเป็นร้อยละ 75 ของการเสียชีวิตทั้งหมดที่ไม่เกี่ยวกับโรคระบาด โรคหลักมี 4 กลุ่ม คือโรคหัวใจและหลอดเลือด มะเร็ง โรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรัง และเบาหวาน

WHO ระบุว่าโรคเรื้อรังเกิดจากหลายปัจจัยรวมกัน ทั้งพันธุกรรม สภาพร่างกาย สิ่งแวดล้อม และพฤติกรรม ในส่วนพฤติกรรม ปัจจัยเสี่ยงหลักคือการสูบบุหรี่ อาหารที่มีเกลือ น้ำตาล และไขมันมากเกินไป การดื่มแอลกอฮอล์จนเป็นอันตราย และการออกกำลังกายไม่พอ พฤติกรรมเหล่านี้ดันให้ความดันโลหิตสูงขึ้น น้ำหนักเกิน น้ำตาลในเลือดสูง และไขมันในเลือดผิดปกติ ซึ่งเป็นสี่การเปลี่ยนแปลงในร่างกายที่เพิ่มความเสี่ยงโรคเรื้อรัง

ดูแลสุขภาพโดยไม่พึ่งยา เริ่มจากกินให้หลากหลายและลดหวาน มัน เค็ม

WHO แนะนำให้ทุกคนที่อายุเกิน 10 ปี กินผักและผลไม้อย่างน้อย 400 กรัมต่อวัน และกินใยอาหารตามธรรมชาติอย่างน้อย 25 กรัมต่อวัน ผักผลไม้สดเป็นตัวเลือกที่ดี แต่ชนิดแช่แข็งและกระป๋องก็ใช้ได้ ถ้าไม่เติมน้ำตาลและไม่มีโซเดียมสูงเกินไป น้ำผลไม้ดื่มได้ แต่น้ำผลไม้เกือบทุกชนิดแม้ไม่เติมน้ำตาลก็มีน้ำตาลอิสระอยู่มาก จึงควรจำกัดปริมาณ

เรื่องน้ำตาล WHO ให้จำกัดน้ำตาลอิสระ (น้ำตาลที่ใส่ในอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงน้ำตาลในน้ำผึ้ง น้ำเชื่อม และน้ำผลไม้) ให้น้อยกว่าร้อยละ 10 ของพลังงานที่ได้รับต่อวัน สำหรับคนน้ำหนักตัวปกติที่กินอาหารราว 2,000 กิโลแคลอรีต่อวัน เท่ากับ 50 กรัม หรือประมาณ 12 ช้อนชา ถ้าลดลงเหลือร้อยละ 5 หรือต่ำกว่าได้ จะได้ประโยชน์ต่อสุขภาพเพิ่มขึ้นอีก WHO ย้ำว่าการลดน้ำตาลควรทำโดยไม่หันไปพึ่งสารให้ความหวานแทนน้ำตาล

ส่วนคาร์โบไฮเดรต WHO ระบุว่าคนส่วนใหญ่ควรได้ราวร้อยละ 45-75 ของพลังงานทั้งวัน โดยเลือกจากธัญพืชไม่ขัดสี ผัก ผลไม้ และพืชตระกูลถั่ว ธัญพืชไม่ขัดสีที่ WHO ยกตัวอย่าง ได้แก่ ข้าวโพด ลูกเดือย ข้าวโอ๊ต ข้าวสาลี และข้าวกล้อง

ไขมันก็จำเป็นต่อร่างกาย WHO ระบุว่าผู้ใหญ่ควรได้พลังงานจากไขมันอย่างน้อยร้อยละ 15 ต่อวัน เพราะมีกรดไขมันสองชนิดที่ร่างกายได้จากอาหารเท่านั้น ส่วนเพดานนั้น WHO ระบุว่าการจำกัดไขมันรวมไม่เกินร้อยละ 30 ของพลังงานต่อวัน อาจช่วยป้องกันน้ำหนักขึ้นเกินจำเป็นในผู้ใหญ่ คุณภาพไขมันสำคัญไม่แพ้ปริมาณ WHO แนะนำให้เลือกไขมันไม่อิ่มตัว ซึ่งพบในปลา อะโวคาโด ถั่วและเมล็ดพืช รวมถึงน้ำมันทานตะวัน ถั่วเหลือง คาโนลา และมะกอก มากกว่าไขมันอิ่มตัวจากเนื้อติดมัน เนย น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว ครีม และชีส และเลี่ยงไขมันทรานส์ทุกชนิด

150 นาที กิจกรรมทางกายระดับปานกลางอย่างน้อยต่อสัปดาห์ เช่น วันละ 30 นาที 5 วัน / ดูแลสุขภาพโดยไม่พึ่งยา ทำอะไรได้ทุกวัน / ผักผลไม้อย่างน้อย 400 กรัมต่อวัน / จำกัดน้ำตาลอิสระ / นอนและตื่นเวลาเดิมทุกวัน / ลุกขยับเป็นระยะ / จัดการความเครียด / ตรวจความดัน น้ำตาล ไขมันในเลือด
แนวทางของ WHO ที่ทำได้ทุกวัน ใช้เสริมการรักษา ไม่ได้ใช้แทนยา

ขยับตัวให้ถึง 150 นาทีต่อสัปดาห์

WHO ใช้เกณฑ์ว่าผู้ใหญ่ควรทำกิจกรรมทางกายระดับปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ แบ่งเป็นวันละ 30 นาที 5 วันก็ครบพอดี กิจกรรมทางกายในนิยามของ WHO คือการเคลื่อนไหวร่างกายทุกอย่างที่ใช้พลังงาน ทั้งในเวลาว่าง ระหว่างเดินทาง และในงานบ้านหรือการทำงาน ดังนั้นเดิน ปั่นจักรยาน เล่นกีฬา หรือเล่นกับลูกหลานก็นับได้ ไม่ต้องเข้ายิมเสมอไป WHO ระบุว่ากิจกรรมทั้งระดับปานกลางและระดับหนักดีต่อสุขภาพ และการเสริมสร้างกล้ามเนื้อมีประโยชน์กับทุกคน

WHO ย้ำด้วยว่าการขยับเพียงเล็กน้อยก็ดีกว่าไม่ขยับเลย ทุกกิจกรรมนับรวมได้ ปัจจุบัน WHO ประเมินว่าผู้ใหญ่ทั่วโลกราวร้อยละ 31 หรือ 1,800 ล้านคน ยังขยับไม่ถึงเกณฑ์นี้ และคนที่ขยับไม่พอมีความเสี่ยงเสียชีวิตสูงกว่าคนที่ขยับพอร้อยละ 20-30

ผู้ใหญ่ที่ขยับสม่ำเสมอมีความเสี่ยงต่ำลงในหลายเรื่อง ได้แก่ การเสียชีวิตจากทุกสาเหตุ การเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือด ความดันโลหิตสูง มะเร็งบางชนิด เบาหวานชนิดที่ 2 และการหกล้ม นอกจากนี้ยังช่วยให้สุขภาพจิต การทำงานของสมอง และการนอนหลับดีขึ้น

อีกเรื่องที่มักถูกมองข้ามคือการนั่งนาน WHO อธิบายว่าพฤติกรรมเนือยนิ่ง คือช่วงที่ตื่นอยู่แต่ใช้พลังงานน้อย เช่น นั่ง เอนหลัง หรือนอน มีความสัมพันธ์กับการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุ โรคหัวใจและหลอดเลือด มะเร็ง และเบาหวานชนิดที่ 2 ที่สูงขึ้นในผู้ใหญ่ WHO แนะนำให้ทุกวัยลดเวลาแบบนี้ลง คนที่ทำงานหน้าจอทั้งวันจึงควรหาจังหวะลุกขยับเป็นระยะ

นอนหลับและรับมือความเครียดอย่างไรให้ได้ผล

WHO ระบุว่าการนอนหลับเพียงพอสำคัญต่อทั้งกายและใจ เพราะการนอนซ่อมแซมและผ่อนคลายร่างกาย และช่วยลดผลของความเครียดได้ WHO แนะนำนิสัยการนอนที่ดีดังนี้

  • เข้านอนและตื่นเวลาเดิมทุกวัน รวมถึงวันหยุด
  • ทำห้องนอนให้เงียบ มืด ผ่อนคลาย และอุณหภูมิสบาย
  • ลดการใช้ทีวี คอมพิวเตอร์ และสมาร์ตโฟนก่อนนอน
  • เลี่ยงมื้อหนัก คาเฟอีน และแอลกอฮอล์ก่อนเข้านอน
  • ออกกำลังกายในช่วงกลางวัน จะช่วยให้หลับง่ายขึ้น

ส่วนความเครียด WHO อธิบายว่าเป็นปฏิกิริยาตามธรรมชาติของมนุษย์เมื่อเจอสถานการณ์ยาก ความเครียดระดับหนึ่งช่วยให้ทำกิจวัตรประจำวันได้ แต่ถ้ามากเกินไปจะก่อปัญหาทั้งทางกายและใจ อาการที่พบได้ เช่น ปวดหัวหรือปวดเมื่อยตามตัว ท้องไส้ปั่นป่วน นอนไม่หลับ ไม่มีสมาธิ และกินน้อยหรือมากกว่าปกติ ความเครียดเรื้อรังยังทำให้ปัญหาสุขภาพที่มีอยู่แย่ลง และอาจทำให้ดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ หรือใช้สารอื่นเพิ่มขึ้น

วิธีจัดการที่ WHO แนะนำมีหลายข้อ ได้แก่ จัดตารางประจำวันให้มีเวลากินข้าว เวลากับครอบครัว ออกกำลังกาย ทำงานบ้าน และทำกิจกรรมผ่อนคลายเป็นเวลา เพื่อให้รู้สึกควบคุมชีวิตได้มากขึ้น พูดคุยกับครอบครัวและเพื่อน และเล่าความกังวลให้คนที่ไว้ใจฟัง กินอาหารที่สมดุลและกินเป็นเวลา ดื่มน้ำให้พอ และออกกำลังกายสม่ำเสมอ นอกจากนี้ถ้าการติดตามข่าวทางโทรทัศน์หรือโซเชียลมีเดียทำให้เครียดขึ้น ให้จำกัดเวลาที่ใช้ลง

WHO ยังมีคู่มือจัดการความเครียดชื่อ Doing What Matters in Times of Stress ที่สอนทักษะใช้ได้จริง ใช้เวลาฝึกเพียงไม่กี่นาทีต่อวัน ถ้าจัดการความเครียดเองไม่ไหว WHO แนะนำให้ปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์หรือคนที่ไว้ใจ เพราะความเครียดที่ต่อเนื่องและกระทบการใช้ชีวิตประจำวัน ทั้งที่ทำงานและที่โรงเรียน อาจเป็นสัญญาณของโรควิตกกังวลหรือโรคซึมเศร้าที่ต้องได้รับการดูแลทางการแพทย์

ตรวจคัดกรองไว้ ปัญหาเล็กจะไม่โตเป็นปัญหาใหญ่

แม้ตั้งใจไม่พึ่งยา การตรวจสุขภาพก็ยังจำเป็น WHO ระบุว่าการตรวจคัดกรองและการรักษาโรคเรื้อรังเป็นองค์ประกอบสำคัญของการรับมือ และบริการสาธารณสุขระดับปฐมภูมิช่วยให้พบโรคได้เร็วและรักษาได้ทันเวลา หลักฐานที่ WHO อ้างชี้ว่าถ้าให้การดูแลผู้ป่วยตั้งแต่ระยะแรก จะลดความจำเป็นต้องใช้การรักษาที่แพงกว่าในภายหลัง

ค่าที่ควรรู้ของตัวเองคือความดันโลหิต น้ำตาลในเลือด และไขมันในเลือด เพราะเป็นปัจจัยเสี่ยงด้านร่างกายของโรคเรื้อรัง WHO ระบุว่าความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงด้านร่างกายอันดับหนึ่งของโลก โดยเกี่ยวข้องกับร้อยละ 25 ของการเสียชีวิตจากโรคเรื้อรังทั้งหมด ตามด้วยน้ำตาลในเลือดสูง และน้ำหนักเกินหรืออ้วน ถ้าตรวจพบค่าผิดปกติ ให้ปรึกษาแพทย์ว่าปรับพฤติกรรมอย่างเดียวพอหรือต้องใช้ยาร่วมด้วย

ข้อมูลในบทความนี้เป็นข้อแนะนำทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะบุคคล ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือใช้ยาอยู่ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเริ่มหรือเปลี่ยนการรักษาทุกครั้ง

ที่มา: องค์การอนามัยโลก (WHO) เอกสารข้อเท็จจริงเรื่องการกินเพื่อสุขภาพ (Healthy diet) กิจกรรมทางกาย (Physical activity) โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Noncommunicable diseases) และคำถามคำตอบเรื่องความเครียด (Stress)

บทความที่เกี่ยวข้อง