Advertisement
สุขภาพ

ตรวจไวรัสตับอักเสบบี แรงงานข้ามชาติ ผลศึกษาพบไม่เคยตรวจ 87.2% ไม่เคยฉีดวัคซีน 89.7%

Read this story in English

ตรวจไวรัสตับอักเสบบีในแรงงานข้ามชาติ ผลศึกษากรมควบคุมโรค 573 คน ไม่เคยตรวจ 87.2% ไม่เคยฉีดวัคซีนบี 89.7% อ่านตัวเลขให้ถูกก่อนสรุป

ตรวจไวรัสตับอักเสบบี แรงงานข้ามชาติ ผลศึกษาพบไม่เคยตรวจ 87.2% ไม่เคยฉีดวัคซีน 89.7%

แรงงานข้ามชาติส่วนใหญ่ในกลุ่มตัวอย่างของผลศึกษาชิ้นหนึ่งยังไม่เคยตรวจไวรัสตับอักเสบบี และแทบทั้งหมดไม่เคยฉีดวัคซีนป้องกัน กรมควบคุมโรค (Department of Disease Control หรือ DDC) กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส., Health Systems Research Institute) เผยผลศึกษาเมื่อ 5 พ.ย. 2569 ในแรงงานข้ามชาติ 4 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ สมุทรสาคร เชียงใหม่ และภูเก็ต

เรื่องนี้เกี่ยวกับทั้งนายจ้างที่จัดตรวจสุขภาพให้ลูกจ้าง และแรงงานที่อยากรู้ว่าตัวเองควรตรวจอะไร ตัวเลขในผลศึกษามาจากกลุ่มตัวอย่างและต้องอ่านอย่างระมัดระวัง ส่วนสิทธิตรวจและวัคซีน ผลศึกษายังไม่ได้ระบุ ผู้สนใจต้องสอบถามหน่วยงานที่ดูแลโดยตรง

ตรวจไวรัสตับอักเสบบีในแรงงานข้ามชาติ ตัวเลขจากกลุ่มตัวอย่าง 573 คน

ผลศึกษานี้เป็นการสำรวจและตรวจคัดกรองในกลุ่มตัวอย่าง โดยกรมควบคุมโรคร่วมกับ สวรส. ทำระหว่างเดือน เม.ย. ถึง ต.ค. 2569 มีการสำรวจและสอบถามแรงงานข้ามชาติ 578 คน และตรวจคัดกรอง 573 ราย เป้าหมายคือดูว่าระบบคัดกรองและเฝ้าระวังเอชไอวี ซิฟิลิส ไวรัสตับอักเสบบีและซี ในกลุ่มแรงงานเป็นอย่างไร ผลที่ได้เป็นผลคัดกรองเบื้องต้น ไม่ใช่การวินิจฉัยโรค

ในด้านการเข้าถึงบริการ ไม่เคยตรวจไวรัสตับอักเสบซี 91.1% ไม่เคยตรวจไวรัสตับอักเสบบี 87.2% และไม่เคยตรวจเอชไอวี 82.8% ส่วนวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี มี 89.7% ที่ไม่เคยได้รับ กรมควบคุมโรคสรุปว่าแรงงานข้ามชาติส่วนใหญ่ยังเข้าไม่ถึงบริการตรวจคัดกรอง

ข้อควรระวังสำคัญคือ กรมควบคุมโรคระบุเองว่าผลนี้เป็นข้อมูลเฉพาะกลุ่มตัวอย่าง ใช้แทนสถานการณ์ของแรงงานข้ามชาติทั้งหมดไม่ได้ ดังนั้นตัวเลขเหล่านี้บอกภาพของคน 573 คนที่เข้าร่วมเท่านั้น ไม่ควรนำไปพูดต่อว่าแรงงานข้ามชาติทั้งประเทศ หรือทั้งจังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง เป็นเช่นนี้ในสัดส่วนเดียวกัน

แรงงานข้ามชาติ ไม่เคยตรวจและฉีดวัคซีน / 87.2 % ไม่เคยตรวจตับอักเสบบี / 89.7 % ไม่เคยได้รับวัคซีนบี / 91.1 % ไม่เคยตรวจตับอักเสบซี / 82.8 % ไม่เคยตรวจเอชไอวี
แรงงานข้ามชาติส่วนใหญ่ในกลุ่มตัวอย่างยังไม่เคยตรวจคัดกรองและไม่เคยฉีดวัคซีนบี

ผลคัดกรองเบื้องต้นเป็นบวก 23 ราย ยังไม่ใช่การยืนยันว่าป่วย

ในผู้ได้รับการตรวจ 573 ราย พบผลคัดกรองเบื้องต้นเป็นบวกอย่างน้อย 1 โรค จำนวน 23 ราย หรือ 4.0% แยกเป็นไวรัสตับอักเสบบี 10 ราย ซิฟิลิส 8 ราย เอชไอวี 4 ราย และไวรัสตับอักเสบซี 1 ราย

คำว่า "ผลคัดกรองเบื้องต้นเป็นบวก" ยังไม่ใช่การยืนยันว่าป่วย กรมควบคุมโรคระบุว่าผู้ที่ผลเป็นบวกต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจยืนยันและรักษาตามแนวทางที่เหมาะสม ตัวเลข 4.0% จึงไม่ควรอ่านเป็นจำนวนผู้ติดเชื้อ และไม่ควรอ่านเป็นอัตราของประชากรกลุ่มใดนอกจากกลุ่มตัวอย่างนี้

สำหรับผู้ที่ผลเป็นบวก กรมควบคุมโรคระบุว่าได้รับแจ้งผลเป็นการส่วนตัว พร้อมคำปรึกษา และมีการประสานส่งต่อไปยังหน่วยบริการสุขภาพที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจยืนยันและดูแลรักษาตามความเหมาะสม หน่วยงานชี้ว่าระบบบริการที่ดีต้องติดตามและช่วยให้ผู้รับบริการเข้าถึงการรักษาอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้มีเพียงการตรวจคัดกรอง

ข้อเสนอของผู้วิจัยคือเพิ่มการคัดกรองบีและซีควบคู่วัคซีน

ผลที่พบว่ามีผู้ไม่เคยตรวจและไม่เคยฉีดวัคซีนบีเป็นสัดส่วนสูง บอกว่าบริการยังไปไม่ถึงคนจำนวนมากในกลุ่มตัวอย่างนี้ คนที่ไม่เคยตรวจย่อมไม่รู้สถานะของตัวเอง และคนที่ไม่เคยฉีดวัคซีนบีก็ยังไม่ได้รับการป้องกันจากวัคซีน

คณะผู้วิจัยเสนอแนวทางพัฒนาระบบบริการและเชิงนโยบาย 4 ประการ ข้อหนึ่งคือส่งเสริมให้ตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบบีและซีรวมอยู่ในการตรวจสุขภาพแรงงานข้ามชาติ ควบคู่กับการให้วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี

นายจ้างที่จัดตรวจสุขภาพให้ลูกจ้างจึงเป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับข้อเสนอนี้ แต่ผลศึกษายังไม่ได้ระบุว่าตอนนี้ใครต้องจ่าย หรือใช้สิทธิใดได้บ้าง

ความเข้าใจผิดและการตีตรา ควรเช็กสิทธิที่ไหน

ผลศึกษายังพบความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการติดต่อของโรค ซึ่งอาจนำไปสู่การตีตราและการเลือกปฏิบัติ กรมควบคุมโรคจึงเห็นว่าควรสื่อสารความรู้ด้านสุขภาพที่ถูกต้อง ด้วยภาษาที่แรงงานเข้าใจ และเหมาะกับบริบทของแต่ละชุมชน

ในทางปฏิบัติ นายจ้างและเพื่อนร่วมงานควรอ้างข้อมูลจากหน่วยงานสาธารณสุขเมื่อพูดเรื่องการติดต่อ และไม่เปิดเผยผลตรวจของใครต่อผู้อื่น เพราะผู้ที่ผลคัดกรองเป็นบวกในโครงการนี้เองก็ได้รับแจ้งผลเป็นการส่วนตัว

ผลศึกษาไม่ได้ระบุสิทธิตรวจ วัคซีนบี หรือค่าบริการตามประกันสุขภาพหรือประกันสังคม จึงควรสอบถามโดยตรงกับหน่วยงานที่ดูแลสิทธิของตน เช่น สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สำนักงานประกันสังคม กรมการจัดหางาน หรือสถานพยาบาลที่ใช้บริการอยู่

ข้อมูลในข่าวนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะบุคคล ผู้ที่กังวลเรื่องการติดเชื้อ หรืออยากตรวจและฉีดวัคซีน ควรปรึกษาแพทย์หรือสถานพยาบาล

ที่มา: กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ข่าวผลศึกษาร่วมกับสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) เผยแพร่ 5 พ.ย. 2569

บทความที่เกี่ยวข้อง