Advertisement
สังคม

เช็กมูลนิธิก่อนบริจาค ครม. สั่งกรมการปกครองตรวจสอบ ผู้บริจาคควรรู้กฎหมายอะไร

Read this story in English

เช็กมูลนิธิก่อนบริจาค ครม. มอบกรมการปกครองตรวจสอบมูลนิธิ ดูว่ากฎหมายให้ศาลถอดถอนกรรมการหรือสั่งเลิกมูลนิธิได้ในกรณีใด

เช็กมูลนิธิก่อนบริจาค ครม. สั่งกรมการปกครองตรวจสอบ ผู้บริจาคควรรู้กฎหมายอะไร

เช็กมูลนิธิก่อนบริจาคเป็นเรื่องที่ผู้บริจาคควรใส่ใจมากขึ้น เมื่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจร จังหวัดอุดรธานี เมื่อวันที่ 3 พ.ย. 2569 มอบหมายให้กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ตรวจสอบมูลนิธิให้ดำเนินไปตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้แถลงเรื่องนี้หลังการประชุม คนที่คิดจะบริจาคจึงควรรู้ว่ากฎหมายเปิดทางไว้อย่างไร หากมูลนิธิใดใช้เงินผิดวัตถุประสงค์

คำชี้แจงของกรมการปกครองและมติครั้งนี้เป็นเรื่องหลักการทั่วไป ไม่ได้ระบุมูลนิธิรายใด และไม่ได้ชี้ว่ามูลนิธิหรือบุคคลใดทำผิด เนื้อหาต่อไปนี้จึงเล่าถึงกติกาที่มีอยู่ในกฎหมายว่า ใครมีอำนาจทำอะไรได้บ้างกับมูลนิธิที่ดำเนินกิจการผิดวัตถุประสงค์ และผู้บริจาคใช้หลักอะไรประกอบการตัดสินใจได้

ครม. มอบกรมการปกครองตรวจสอบมูลนิธิ

สิ่งที่ ครม. สัญจรอุดรธานีทำคือมอบหมายงาน โดยให้กรมการปกครองตรวจสอบมูลนิธิ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่แต่ละมูลนิธิวางไว้ เนื้อหานี้มาจากคำแถลงของโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งสรุปผลการประชุมต่อสื่อมวลชน

ต้องแยกให้ออกว่าตอนนี้เป็นเพียงการมอบหมายให้ตรวจสอบ ยังไม่มีผลสรุปว่ามูลนิธิใดทำถูกหรือผิด และยังไม่มีมูลนิธิใดถูกถอดถอนกรรมการหรือถูกสั่งเลิกจากมติครั้งนี้

กรมการปกครองย้ำในคำชี้แจงว่า การปรากฏเป็นข่าวหรือข้อกล่าวหายังไม่อาจถือเป็นข้อยุติว่ามีการกระทำผิดเกิดขึ้น ผู้อ่านจึงไม่ควรนำข่าวหรือข้อกล่าวหาที่ได้ยินมา ไปสรุปเองว่ามูลนิธิหนึ่งๆ ผิดแล้ว

ศาลถอดถอนกรรมการและสั่งเลิกมูลนิธิได้ตามกฎหมาย

กรมการปกครองชี้แจงเมื่อวันที่ 30 ต.ค. 2569 ว่าแนวทางตามกฎหมายแบ่งเป็น 2 กรณี กรณีแรกคือกรรมการมูลนิธิทำผิดต่อมูลนิธิ ตามมาตรา 129 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (Civil and Commercial Code) หากกรรมการหรือคณะกรรมการผู้ใดดำเนินกิจการผิดพลาดจนเสื่อมเสียต่อมูลนิธิ ฝ่าฝืนกฎหมายหรือข้อบังคับของมูลนิธิ หรือมีฐานะหรือความประพฤติไม่เหมาะสมในการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ ก็ถูกร้องขอให้ศาลถอดถอนได้

ผู้ที่ร้องขอได้ตามมาตรานี้มี 3 ฝ่าย คือ นายทะเบียน พนักงานอัยการ และผู้มีส่วนได้เสีย โดยผู้ร้องขอต้องยื่นคำร้องต่อศาล

กรณีที่สองคือมูลนิธิทำสิ่งที่ขัดต่อกฎหมาย ตามมาตรา 131 แห่งประมวลกฎหมายเดียวกัน ศาลสั่งเลิกมูลนิธิได้ในหลายสถานการณ์ เช่น มูลนิธิมีวัตถุประสงค์หรือดำเนินกิจการขัดต่อกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี อาจเป็นภัยต่อความสงบสุขของประชาชนหรือความมั่นคงของรัฐ ไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ หรือหยุดดำเนินกิจการตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป

ผู้ร้องขอต่อศาลตามมาตรา 131 เป็นกลุ่มเดียวกับมาตรา 129 คือ นายทะเบียน พนักงานอัยการ หรือผู้มีส่วนได้เสีย ความต่างอยู่ที่เป้าหมาย มาตรา 129 เป็นเรื่องของตัวกรรมการรายบุคคล ส่วนมาตรา 131 เป็นเรื่องของตัวมูลนิธิทั้งองค์กรว่าควรดำเนินกิจการต่อไปหรือไม่

ศาลถอดถอนกรรมการหรือสั่งเลิกมูลนิธิได้อย่างไร / สิ่งที่ศาลทำได้ ถอดถอนกรรมการ สั่งเลิกมูลนิธิ / ตัวอย่างกรณี ทำผิดพลาด ฝ่าฝืนกฎหมายหรือข้อบังคับ ขัดกฎหมายหรือศีลธรรม หรือหยุดกิจการ 2 ปีขึ้นไป / ผู้ร้องขอต่อศาล นายทะเบียน อัยการ ผู้มีส่วนได้เสีย นายทะเบียน อัยการ ผู้มีส่วนได้เสีย
กฎหมายแยกการถอดถอนกรรมการกับการสั่งเลิกมูลนิธิเป็น 2 มาตรา

หลักเช็กมูลนิธิก่อนบริจาค

กรมการปกครองระบุว่า การดำเนินกิจการของมูลนิธิต้องยึดหลักความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่จดทะเบียนไว้ โดยเฉพาะการบริหารจัดการเงินบริจาคและทรัพย์สิน หลักเหล่านี้ผู้บริจาคใช้ถามตัวเองได้ก่อนโอนเงิน ว่ามูลนิธิที่จะบริจาคให้ทำงานตรงกับวัตถุประสงค์ที่จดทะเบียนหรือไม่ และเปิดให้ตรวจสอบเรื่องการใช้เงินได้หรือไม่

กรมการปกครองให้เหตุผลว่าหลักเหล่านี้มีไว้เพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ รักษาความเชื่อมั่นของประชาชนและผู้บริจาค และป้องกันไม่ให้มีการนำมูลนิธิไปใช้เป็นเครื่องมือแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย

ส่วนช่องทางตรวจสอบรายชื่อมูลนิธิหรือช่องทางร้องเรียน คำชี้แจงของกรมการปกครองและแถลงผลประชุมที่เปิดเผยแล้วยังไม่ระบุรายละเอียดไว้ ผู้อ่านจึงควรระวังช่องทางที่แชร์ต่อกันโดยไม่มีที่มา

อีกเรื่องที่กรมการปกครองย้ำคือ การดำเนินการตามกฎหมายกับมูลนิธิใดต้องอาศัยข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานจากการตรวจสอบรอบด้าน คำนึงถึงความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย และทำตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ผู้บริจาคจึงควรแยกระหว่างข้อกล่าวหากับผลการตรวจสอบ และรอข้อสรุปที่มาจากหน่วยงานผู้มีอำนาจ

ความคืบหน้าล่าสุด

ขณะนี้ยังเป็นขั้นมอบหมายให้กรมการปกครองตรวจสอบมูลนิธิ ยังไม่มีผลสรุปกับมูลนิธิใด และยังไม่มีมูลนิธิใดถูกเลิกหรือถูกถอดถอนกรรมการตามมติครั้งนี้ คำแถลงที่เปิดเผยแล้วยังไม่ระบุว่าการตรวจสอบจะเสร็จเมื่อใด

การดำเนินการกับมูลนิธิใดต้องอาศัยข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานจากการตรวจสอบ ตามที่กรมการปกครองระบุไว้ในคำชี้แจง ส่วนมาตรา 129 และมาตรา 131 เป็นกรอบทางกฎหมายที่เปิดให้นายทะเบียน พนักงานอัยการ หรือผู้มีส่วนได้เสียร้องขอต่อศาลได้

ที่มา: กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย (คำชี้แจงเมื่อ 30 ต.ค. 2569), โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (แถลงผลการประชุม ครม. สัญจรอุดรธานี 3 พ.ย. 2569), ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 129 และมาตรา 131

บทความที่เกี่ยวข้อง