นายจ้างและลูกจ้างทั่วประเทศยังไม่ต้องเริ่มจ่ายเงินเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตามกำหนดเดิม เพราะพระราชกฤษฎีกาฉบับใหม่เลื่อนวันเริ่มจัดเก็บจาก 1 ต.ค. 2569 เป็น 1 ม.ค. 2570 พระราชกฤษฎีกากำหนดระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2569 เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 22 ต.ค. 2569 ตาม พ.ร.ฎ. ที่เผยแพร่ในราชกิจจาฯ (อ้างตามรายงานของ Bangkok Biznews และ TNews) เหตุผลหลักคือสถานการณ์อุทกภัย
การจัดเก็บเงินสะสมของลูกจ้างและเงินสมทบของนายจ้างตามระบบนี้ยังไม่เริ่ม การเลื่อนครั้งนี้จึงเปิดช่วงเวลาให้ฝ่ายบุคคล เจ้าของกิจการ และลูกจ้างทำความเข้าใจว่าวันเริ่มจริงคือเมื่อไร และมีเรื่องใดบ้างที่ต้องติดตามต่อ โดยเฉพาะอัตราเงินที่ต้องจ่าย ซึ่งสื่อทั้งสองแห่งไม่ได้ระบุไว้ในรายงาน
พ.ร.ฎ. ฉบับใหม่ยกเลิกฉบับเดิมและกำหนดวันเริ่มใหม่
พระราชกฤษฎีกาฉบับใหม่มี 5 มาตรา มาตรา 4 กำหนดให้เริ่มจัดเก็บเงินสะสมของลูกจ้างและเงินสมทบของนายจ้างตั้งแต่วันเริ่มใหม่ แทนกำหนดเดิมที่ระบุไว้ในพระราชกฤษฎีกาฉบับ พ.ศ. 2568 ส่วนมาตรา 3 ยกเลิกพระราชกฤษฎีกาฉบับ พ.ศ. 2568 ทั้งฉบับ
มาตรา 2 ระบุให้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ใช้บังคับตั้งแต่ 1 ต.ค. 2569 ตามรายงานของสื่อทั้งสองแห่ง ส่วนมาตรา 5 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเป็นผู้รักษาการ
สำหรับนายจ้างที่เตรียมระบบเงินเดือนไว้ตามกำหนดเดิม วันเริ่มใหม่หมายความว่ายังมีเวลาปรับแผนเพิ่ม ส่วนลูกจ้างที่เคยคาดว่าจะเห็นรายการเงินสะสมในสลิปเงินเดือนตามกำหนดเดิม ก็ยังไม่ต้องกังวลว่าจะถูกหักก่อนวันเริ่มใหม่

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเลื่อนเพราะอุทกภัย และเลื่อนทั้งประเทศ
เหตุผลที่ระบุไว้คือสถานการณ์อุทกภัยทำให้สถานประกอบกิจการและลูกจ้างในพื้นที่ประสบภัยได้รับความเดือดร้อน นายจ้างบางส่วนต้องหยุดหรือชะลอกิจการ ส่วนลูกจ้างบางส่วนขาดรายได้หรือต้องใช้เงินซ่อมแซมที่อยู่อาศัย การเลื่อนวันเริ่มจัดเก็บจึงมีที่มาจากสถานการณ์ของทั้งนายจ้างและลูกจ้างในพื้นที่เหล่านั้น
เมื่อกิจการหยุดหรือชะลอ รายได้ของเจ้าของกิจการลดลง และลูกจ้างที่ขาดรายได้ก็ต้องดูแลค่าใช้จ่ายของครอบครัวไปพร้อมกับค่าซ่อมแซมบ้าน ถ้าเริ่มหักเงินสะสมและเก็บเงินสมทบตามกำหนดเดิม ทั้งสองฝ่ายก็ต้องมีรายจ่ายเพิ่มในช่วงที่ยังฟื้นตัวไม่ทัน เหตุผลของการเลื่อนตามรายงานของสื่อทั้งสองแห่งจึงเกี่ยวกับภาระของทั้งสองฝ่ายโดยตรง
แม้เหตุผลจะอ้างถึงพื้นที่ประสบภัย แต่การเลื่อนไม่ได้จำกัดเฉพาะพื้นที่น้ำท่วม พระราชกฤษฎีกาเลื่อนวันเริ่มจัดเก็บทั้งประเทศ นายจ้างและลูกจ้างในจังหวัดที่ไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมจึงได้เวลาเพิ่มเช่นกัน และใช้วันเริ่มใหม่เหมือนกัน
อัตราเงินสะสมและเงินสมทบไม่ปรากฏในรายงานที่อ้างถึง
สื่อทั้งสองแห่งไม่ได้ระบุอัตราเงินสะสมและเงินสมทบ รายงานของทั้งสองแห่งมีเฉพาะเรื่องวันเริ่มจัดเก็บและการยกเลิกฉบับเดิม จึงยังประเมินไม่ได้ว่าลูกจ้างจะถูกหักเท่าไร หรือนายจ้างต้องจ่ายสมทบเท่าไร
รายงานทั้งสองแห่งยังไม่ได้ระบุขอบเขตว่าลูกจ้างหรือสถานประกอบการประเภทใดอยู่ในข่าย ผู้อ่านจึงควรระวังตัวเลขอัตราที่เล่าต่อกันโดยไม่มีเอกสารทางการรองรับ เพราะอัตราที่แท้จริงต้องมาจากเอกสารของหน่วยงานรัฐ
สิ่งที่นายจ้างและลูกจ้างทำได้ระหว่างนี้
เวลาที่เพิ่มขึ้นใช้เตรียมความพร้อมได้โดยไม่ต้องเดาตัวเลข ฝ่ายบุคคลและเจ้าของกิจการควรเริ่มจากการดูว่าระบบเงินเดือนของตนรองรับรายการหักและรายการนำส่งใหม่ได้หรือไม่ ส่วนลูกจ้างควรรู้ว่าวันเริ่มจัดเก็บเลื่อนแล้ว และรายงานที่อ้างถึงยังไม่มีตัวเลขอัตราให้คำนวณ
- นายจ้างติดตามประกาศอัตราและขอบเขตจากกระทรวงแรงงานก่อนปรับระบบเงินเดือน
- ฝ่ายบุคคลเช็กว่าระบบเงินเดือนเพิ่มรายการหักและรายการนำส่งใหม่ได้ทันก่อนวันเริ่มจัดเก็บ
- ลูกจ้างดูสลิปเงินเดือนงวดแรกหลังวันเริ่มจัดเก็บ เพื่อรู้ว่ามีรายการเงินสะสมใหม่หรือไม่
เมื่ออัตราและขอบเขตปรากฏจากเอกสารทางการ นายจ้างจะคำนวณต้นทุนเงินสมทบและแจ้งลูกจ้างได้ชัดขึ้น ลูกจ้างเองก็ควรเก็บสลิปเงินเดือนไว้เทียบหลังวันเริ่มจัดเก็บ เพื่อให้ตรวจสอบรายการที่ถูกหักได้เมื่อระบบเริ่มทำงานจริง
ที่มา: พระราชกฤษฎีกากำหนดระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2569 ที่เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษา (อ้างตามรายงานของ Bangkok Biznews และ TNews)







