ผู้ที่ซื้อโฆษณาบนเฟซบุ๊กหรือโซเชียลมีเดียอื่นให้ผู้ใช้ในไทยเห็น ต้องผ่านการยืนยันตัวตนผู้ลงโฆษณาก่อนโฆษณาขึ้นแสดง ตามประกาศคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (คธอ.) เรื่องมาตรการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ฉบับที่ 2 ประกาศนี้ลงราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 5 พ.ค. 2569 และมีผลเมื่อพ้น 180 วัน สื่อรายงานว่าตรงกับราวต้นเดือน พ.ย. 2569 เจ้าของธุรกิจและแอดมินเพจที่ซื้อโฆษณาจึงควรเตรียมเอกสารไว้ก่อน
เนื้อหาในข่าวนี้อ้างตามรายงานของไทยรัฐและไทยพีบีเอส ซึ่งสรุปสาระของประกาศ คธอ. ไว้ตรงกันในประเด็นหลัก ส่วนวันมีผลที่แน่ชัดยังรอยืนยันจากราชกิจจานุเบกษา ผู้ซื้อโฆษณาจึงไม่ควรยึดวันที่ใดวันหนึ่งเป็นเส้นตายตายตัว แต่ควรเตรียมตัวให้พร้อมล่วงหน้า
ยืนยันตัวตนผู้ลงโฆษณาทำอย่างไร และต้องเตรียมเอกสารอะไร
ตามรายงานของไทยรัฐ ผู้ลงโฆษณาที่จ่ายเงินต้องผ่านการยืนยันตัวตนก่อนโฆษณาเผยแพร่ ยกเว้นผู้ที่เคยยืนยันแล้วภายในไม่เกิน 1 ปี วิธียืนยันมี 2 ทาง คือสแกนใบหน้าเทียบกับบัตรประชาชน หรือใช้ Digital ID (ระบบพิสูจน์ตัวตนทางดิจิทัล) ที่ได้รับการรับรอง ส่วนไทยพีบีเอสสรุปวิธีไว้กว้างกว่า คือตรวจเอกสารจากหน่วยงานรัฐ เปรียบเทียบใบหน้า หรือใช้ระบบยืนยันตัวตนดิจิทัลที่น่าเชื่อถือ
ข้อยกเว้นเรื่อง 1 ปีมีผลกับคนที่ซื้อโฆษณาเป็นประจำ ตามที่สื่อทั้งสองแห่งรายงาน ผู้ที่เคยยืนยันตัวตนไว้แล้วภายในไม่เกิน 1 ปีได้รับยกเว้น ส่วนรายละเอียดการนับอายุผลยืนยันและกรณีที่เกินกำหนด จะชัดที่สุดเมื่อได้อ่านประกาศฉบับเต็ม
กฎนี้ไม่ได้จำกัดอยู่ที่ผู้ลงโฆษณาในไทย ไทยรัฐรายงานว่าถ้าผู้ลงโฆษณาต่างประเทศตั้งค่าให้โฆษณาแสดงผลในไทย ก็ต้องยืนยันตัวตนเช่นกัน โดยใช้หนังสือเดินทางหรือเอกสารนิติบุคคลจากต่างประเทศ ไทยพีบีเอสก็ระบุว่าประกาศครอบคลุมโฆษณาที่เผยแพร่ให้ผู้ใช้ในไทยเห็น แม้ผู้ลงโฆษณาจะอยู่นอกประเทศ
ก่อนกฎมีผล ผู้ซื้อโฆษณาไล่เช็กตามนี้ได้
- บัตรประชาชนของคนที่จะเป็นผู้ยืนยันตัวตน
- บัญชี Digital ID ที่ได้รับการรับรอง ถ้าเลือกยืนยันด้วยวิธีนี้
- หนังสือเดินทางหรือเอกสารนิติบุคคลจากต่างประเทศ สำหรับผู้ลงโฆษณาต่างชาติ
- ข้อมูลของคนที่จ่ายเงินแทน ถ้ามีผู้อื่นจ่ายค่าโฆษณาให้
- วันที่เคยยืนยันตัวตนครั้งล่าสุด เพื่อดูว่าเกิน 1 ปีหรือยัง
สำหรับนิติบุคคลไทย รายงานของสื่อทั้งสองแห่งยังไม่ระบุรายการเอกสารที่ต้องใช้ ธุรกิจที่ซื้อโฆษณาในนามบริษัทจึงควรรอดูรายละเอียดจากประกาศฉบับเต็มและขั้นตอนที่แพลตฟอร์มแจ้งต่อไป

แพลตฟอร์มต้องเก็บข้อมูลอะไร และนานแค่ไหน
แพลตฟอร์มต้องเก็บข้อมูลของผู้ลงโฆษณาและผู้จ่ายเงินแทน (ถ้ามี) อย่างน้อย 90 วันหลังบริการโฆษณาสิ้นสุด ผู้จ่ายเงินแทนคือคนที่จ่ายค่าโฆษณาแทนผู้ลงโฆษณา ไทยรัฐรายงานว่าการเก็บข้อมูลมีเป้าหมายให้หน่วยงานรัฐตรวจสอบย้อนหลังได้ ถ้าเกิดความเสียหายจากโฆษณานั้น
ไทยพีบีเอสอธิบายหลักคิดของประกาศว่า แพลตฟอร์มต้องรู้ว่าใครเป็นผู้ลงโฆษณา เป็นการเปลี่ยนจากการมองตัวเองเป็นเพียงตัวกลาง มาเป็นผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ไทยรัฐรายงานเพิ่มว่า ถ้าแพลตฟอร์มปล่อยให้โฆษณาหลอกลวงแสดงโดยไม่มีการยืนยันตัวตน อาจมีความผิดตามกฎหมายไทยและถูกลงโทษโดยหน่วยงานกำกับ แต่รายงานยังไม่มีรายละเอียดโทษเฉพาะ
สำหรับผู้ซื้อโฆษณา ผลที่เห็นชัดคือขั้นตอนก่อนลงโฆษณาจะเพิ่มขึ้นในระยะแรก ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ให้ความเห็นกับไทยรัฐว่า ผู้ลงโฆษณาอาจรู้สึกว่าต้องทำอะไรมากขึ้น แต่ระยะยาวจะช่วยให้ระบบโฆษณาสะอาดขึ้น และธุรกิจสุจริตแข่งขันได้เป็นธรรมกว่าเดิม
โฆษณาที่ผ่านการยืนยันไม่ได้แปลว่าน่าเชื่อถือ
การยืนยันตัวตนบอกได้เพียงว่าแพลตฟอร์มรู้ว่าใครอยู่เบื้องหลังโฆษณา ไม่ได้รับรองว่าสินค้าจริง ราคาเป็นธรรม หรือผู้ขายส่งของให้ครบ ผู้อ่านที่เห็นโฆษณาชิ้นหนึ่งจึงไม่ควรสรุปว่าปลอดภัยเพียงเพราะเป็นโฆษณาที่ผ่านระบบ ก่อนโอนเงินหรือให้ข้อมูลส่วนตัว ยังต้องตรวจสอบผู้ขายและสินค้าเองเหมือนเดิม
ประโยชน์ของกฎนี้อยู่ที่การไล่ตามหลังเกิดเรื่อง ไทยพีบีเอสระบุว่าผู้เชี่ยวชาญมองว่ากฎนี้ปิดช่องมิจฉาชีพที่ใช้เพจปลอมหรือนิติบุคคลเถื่อนซื้อโฆษณาแล้วหายตัว และมีหลักฐานให้ตรวจย้อนหลัง ไทยรัฐรายงานว่าช่วยลดโอกาสถูกหลอกจากโฆษณาปลอม เช่น หลอกลงทุนหรือเพจปลอม และช่วยติดตามผู้กระทำผิดได้ง่ายขึ้น
ข้อจำกัดก็มี ผู้เชี่ยวชาญที่ให้ความเห็นกับไทยพีบีเอสชี้ว่าภาระอาจตกกับผู้ขายสุจริต ทั้งผู้ประกอบการรายย่อยและแม่ค้าออนไลน์ ขณะที่มิจฉาชีพอาจใช้นอมินีหรือเอกสารต่างประเทศเลี่ยงได้ กฎนี้ช่วยให้มีร่องรอยของผู้ลงโฆษณามากขึ้น แต่สแกมยังไม่หมดไป
สิ่งที่ยังรอความชัดเจน
ยังมีหลายเรื่องที่ผู้ซื้อโฆษณาต้องรอดู เรื่องแรกคือวันมีผลที่แน่ชัด ซึ่งสื่อรายงานเพียงว่าราวต้นเดือน พ.ย. เรื่องที่สองคือบทลงโทษ ไทยรัฐระบุว่ายังไม่มีรายละเอียดโทษเฉพาะ และไทยพีบีเอสรายงานว่าผู้เชี่ยวชาญเห็นว่าบทลงโทษแพลตฟอร์มยังไม่ชัด โดยเฉพาะกับแพลตฟอร์มข้ามชาติ
เรื่องข้อมูลส่วนบุคคลก็มีข้อกังวล ดร.อุดมธิปก ไพรเกษตร เตือนว่าการเก็บข้อมูลต้องสอดคล้องกับ PDPA (กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล) เช่น กำหนดวัตถุประสงค์การเก็บ ความจำเป็น และการลบข้อมูลเมื่อหมดความจำเป็น ผู้เชี่ยวชาญรายเดียวกันเสนอให้มีระบบยืนยันตัวตนกลาง (Verified Advertiser ID) ที่ให้แพลตฟอร์มเห็นแค่สถานะว่าผ่านหรือไม่ผ่าน เพื่อไม่ต้องส่งสำเนาเอกสารซ้ำหลายแห่ง
รายงานที่มีอยู่ระบุถึงผู้ลงโฆษณาที่จ่ายเงิน ส่วนโพสต์ปกติของเพจยังไม่มีรายงานว่าอยู่ในกฎนี้ และยังไม่มีข้อมูลว่าแพลตฟอร์มรายใดปรับระบบรองรับแล้ว เมื่อมีประกาศฉบับเต็มหรือแนวปฏิบัติของแพลตฟอร์ม ผู้ซื้อโฆษณาควรกลับมาเทียบรายละเอียดอีกครั้ง
ที่มา: ประกาศคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เรื่องมาตรการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ฉบับที่ 2 (ลงราชกิจจานุเบกษา 5 พ.ค. 2569) อ้างตามรายงานของไทยรัฐและไทยพีบีเอส







