P-MOVE กับที่ดินทำกิน 19 จังหวัด: ตัวเลขที่มี แต่บัญชีรายจังหวัดยังไม่เปิด
การเจรจาระหว่างกระทรวงมหาดไทยกับขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือ P-MOVE วันที่ 19 สิงหาคม 2569 ถูกพูดถึงต่อเนื่องจากเหตุชุลมุนระหว่างผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ อส. เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม แต่ประเด็นที่มีผลระยะยาวกว่าคือข้อเรียกร้องเรื่องสิทธิอยู่อาศัยและทำกินในที่ดินสาธารณประโยชน์ ซึ่งฝ่ายรัฐและภาคประชาชนระบุว่าครอบคลุม 19 จังหวัดรวมกรุงเทพมหานคร
อย่างไรก็ตาม จากเอกสารและข่าวสาธารณะที่ตรวจสอบได้ในช่วงเช้าวันที่ 19 สิงหาคม 2569 ยังไม่พบบัญชีชุดเดียวที่เปิดเผยครบว่า 19 จังหวัดประกอบด้วยจังหวัดใดบ้าง แต่ละจังหวัดมีกี่ชุมชน กี่ครัวเรือน เนื้อที่เท่าใด และเริ่มเข้าสู่กระบวนการแก้ไขปัญหาเมื่อใด ข้อมูลที่สังคมได้รับจึงเป็น “ยอดรวม 19 จังหวัด” มากกว่าฐานข้อมูลรายพื้นที่ที่สามารถติดตามความคืบหน้าได้
ช่องว่างนี้มีความสำคัญ เพราะคำว่า 19 จังหวัดไม่ได้หมายถึงข้อพิพาทประเภทเดียวกันทั้งหมด บางกรณีเป็นการประกาศที่สาธารณประโยชน์หรือหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับพื้นที่ซึ่งชุมชนอ้างว่าอยู่อาศัยมาก่อน บางกรณีเกี่ยวข้องกับการออกเอกสารสิทธิของเอกชน บางพื้นที่อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริง และบางกรณีมีคำวินิจฉัยหรือคำพิพากษาเกิดขึ้นแล้วแต่ยังมีขั้นตอนทางปกครองที่ต้องดำเนินการต่อ
ปัญหาไม่ได้เริ่มในปี 2569 แต่ปรากฏในกลไกรัฐมาอย่างน้อยกว่าทศวรรษ
หลักฐานจากกรมที่ดินเมื่อปี 2558 แสดงให้เห็นว่ากลไกแก้ปัญหาที่สาธารณประโยชน์ของ P-MOVE มีอยู่แล้วในระดับรัฐบาล ในเวลานั้นมีการพิจารณากรณีที่ขอให้ตรวจสอบและเพิกถอนที่สาธารณประโยชน์ซึ่งทับที่อยู่อาศัยหรือที่ทำกิน 15 พื้นที่ใน 9 จังหวัด และกรณีขอเพิกถอนเอกสารสิทธิที่ถูกกล่าวหาว่าออกทับที่ดินของรัฐอีก 31 พื้นที่ใน 9 จังหวัด นอกจากนี้ยังมีชุมชนที่เข้าสู่แนวทางโฉนดชุมชนอีกชุดหนึ่ง
เมื่อถึงปี 2564 กระทรวงมหาดไทยยังประชุมคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่สาธารณประโยชน์และที่ดินเอกชนปล่อยทิ้งร้าง โดยกล่าวถึงคณะทำงานในกรุงเทพมหานครและอีก 14 จังหวัด พร้อมพิจารณากรณีเฉพาะ เช่น ชุมชนมะลิแก้ว จังหวัดภูเก็ต ทุ่งทับใน จังหวัดนครศรีธรรมราช ชุมชนไทดำ จังหวัดสุราษฎร์ธานี หลายพื้นที่ในจังหวัดศรีสะเกษ โนนสามพันตา จังหวัดขอนแก่น รวมถึงการตั้งคณะทำงานในเชียงรายและเชียงใหม่
ตัวเลขจึงเปลี่ยนจากปัญหาใน 9 จังหวัดที่ปรากฏในเอกสารปี 2558 ไปสู่กลไกระดับกรุงเทพมหานครและ 14 จังหวัดในปี 2564 และกลายเป็นกรอบ 19 จังหวัดรวมกรุงเทพมหานครที่ถูกยกขึ้นมาอีกครั้งในปี 2569 การเพิ่มขึ้นของจำนวนจังหวัดไม่ควรถูกตีความว่าเป็นคดีเดียวที่ขยายตัวต่อเนื่อง เพราะองค์ประกอบของกรณีอาจมีทั้งเรื่องเดิม เรื่องที่แก้เสร็จ และเรื่องที่เพิ่มเข้ามาใหม่ แต่สิ่งที่เห็นชัดคือปัญหาที่ดินลักษณะนี้ผ่านรัฐบาลและกลไกการเจรจามาหลายชุดแล้ว
อย่างน้อย 36 กรณีเกี่ยวข้องกับข้อพิพาท น.ส.ล. แต่ไม่เท่ากับจำนวนทั้งหมดของ 19 จังหวัด
ข้อมูลอีกชุดที่ช่วยให้เห็นขนาดของปัญหามาจากรายงานที่ The Active นำเสนอในปี 2568 โดยอ้างข้อมูลการศึกษาปัญหาที่ดินและการออกเอกสารสิทธิ พบข้อร้องเรียนกรณีประกาศหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง หรือ น.ส.ล. ทับพื้นที่ชุมชนที่เป็นสมาชิก P-MOVE จำนวน 36 กรณี ตัวเลขนี้มีประโยชน์ในการชี้ว่าข้อพิพาทไม่ได้มีเพียงกรณีที่เป็นข่าว แต่ไม่ควรนำ 36 กรณีไปเท่ากับบัญชีปัญหาทั้งหมดของ 19 จังหวัด เพราะกรอบการเจรจาของกระทรวงมหาดไทยยังรวมปัญหาที่ดินประเภทอื่นด้วย
ตัวอย่างที่ยังปรากฏในการติดตามปี 2569 ได้แก่ ชุมชนทับยาง จังหวัดพังงา ซึ่ง P-MOVE ขอให้กรมที่ดินดำเนินการตามกระบวนการเกี่ยวกับเอกสารสิทธิหลังมีคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ชุมชนทับตะวัน อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ซึ่งมีข้อเรียกร้องให้ตรวจสอบเอกสารสิทธิและเส้นทางสาธารณะ และชุมชนไทดำ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งมีข้อถกเถียงเรื่องตำแหน่งและสถานะของที่สาธารณประโยชน์
กรณีเหล่านี้สะท้อนว่าคำว่า “แก้ปัญหาที่ดิน” มีหลายขั้น ตั้งแต่ตรวจสอบแนวเขตและประวัติการใช้ประโยชน์ ตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของเอกสารสิทธิ พิจารณาเพิกถอนหรือแก้ไข น.ส.ล. ไปจนถึงการกำหนดรูปแบบให้ชุมชนอยู่อาศัยหรือใช้ประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย การนับเพียงจำนวนครั้งที่มีการประชุมจึงยังไม่บอกว่าปัญหาเดินหน้าไปถึงขั้นใด
ข้อมูลที่ควรเปิดเพื่อให้ “19 จังหวัด” ตรวจสอบได้จริง
หากต้องการเปลี่ยนการเจรจารอบนี้จากข่าวรายวันให้เป็นระบบติดตามปัญหา หน่วยงานรัฐและฝ่ายประชาชนควรมีบัญชีข้อมูลกลางหนึ่งชุด โดยแต่ละกรณีอย่างน้อยควรระบุจังหวัด อำเภอ ชื่อชุมชน จำนวนครัวเรือน เนื้อที่โดยประมาณ ประเภทที่ดิน หน่วยงานผู้รับผิดชอบ ปีที่เริ่มร้องเรียนหรือเข้าสู่กลไกแก้ไขปัญหา มติหรือคำสั่งล่าสุด ขั้นตอนที่ดำเนินการแล้ว และขั้นตอนที่ยังค้างอยู่
ข้อมูลดังกล่าวจะตอบคำถามสำคัญที่ตัวเลข “19 จังหวัด” เพียงอย่างเดียวตอบไม่ได้ เช่น จังหวัดใดมีจำนวนครัวเรือนได้รับผลกระทบมากที่สุด กรณีใดค้างเกิน 5 ปีหรือ 10 ปี จังหวัดใดมีคำสั่งให้ตรวจสอบแล้วแต่ยังไม่แล้วเสร็จ และมีกรณีใดบ้างที่ปัญหาเกิดจากการประกาศแนวเขตผิดตำแหน่งหรือการออกเอกสารสิทธิทับพื้นที่สาธารณะ
แผนที่รายจังหวัดจึงควรสร้างจากบัญชีดังกล่าว ไม่ควรนำรายชื่อเครือข่าย P-MOVE ในจังหวัดต่าง ๆ หรือรายชื่อจังหวัดจากข้อเรียกร้องด้านป่าไม้อื่นมาใช้แทน เพราะ P-MOVE มีปัญหาหลายชุดภายใต้หน่วยงานหลายกระทรวง จังหวัดที่มีสมาชิก P-MOVE ไม่จำเป็นต้องเป็นจังหวัดเดียวกับบัญชีที่ดินสาธารณประโยชน์ 19 จังหวัดของกระทรวงมหาดไทย
สิ่งที่ยืนยันได้ในขณะนี้คือปัญหาที่ดินสาธารณประโยชน์ของเครือข่ายนี้ไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งเกิดหลังการชุมนุมเดือนสิงหาคม 2569 เอกสารของรัฐแสดงกลไกแก้ปัญหามาตั้งแต่ปี 2558 และมีการติดตามต่อเนื่องอย่างน้อยในปี 2563–2564 ก่อนกลับมาเป็นวาระ 19 จังหวัดในปี 2569 ดังนั้นผลสำคัญของโต๊ะเจรจาไม่ควรมีเพียงการกำหนดประชุมนัดต่อไป แต่ควรทำให้สาธารณะเห็นบัญชีปัญหารายพื้นที่และสถานะการแก้ไขที่ตรวจสอบได้ด้วย






