ตั้งแต่ 14 กันยายน 2569 ประชาชนขออะไรได้บ้าง
ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเข้าถึงและการขอรับสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล หรือขอให้เปิดเผยถึงการได้มาซึ่งข้อมูลส่วนบุคคลที่เจ้าของข้อมูลไม่ได้ให้ความยินยอม พ.ศ. 2569 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 143 ตอนพิเศษ 175 ง เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 และกำหนดให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 60 วัน นั่นคือวันที่ 14 กันยายน 2569
สิทธิที่ประกาศฉบับนี้รองรับมีสองเรื่องที่ต่างกัน เรื่องแรกคือการขอเข้าตรวจดูและขอรับสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลที่องค์กรเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยอยู่ เรื่องที่สองคือการขอให้องค์กรเปิดเผยว่าได้ข้อมูลของเรามาจากแหล่งใด เฉพาะกรณีที่เราไม่ได้ให้ความยินยอมไว้ตั้งแต่ต้น ข้อหลังนี้คือช่องทางตามกฎหมายสำหรับคำถามที่คนไทยถามกันมานานว่าบริษัทที่โทรมาขายประกันหรือส่ง SMS เอาเบอร์เรามาจากไหน
สิทธิทั้งสองมีอยู่แล้วในมาตรา 30 ของ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 สิ่งที่เพิ่งมีคือรายละเอียดที่ทำให้ใช้ได้จริง ได้แก่ แบบของคำขอ ช่องทางที่องค์กรต้องจัดให้ กรอบเวลา เพดานค่าธรรมเนียม และหน้าที่เก็บหลักฐานของฝั่งองค์กร
เขียนคำขออย่างไรไม่ให้ถูกตีกลับ
รายละเอียดขั้นต่ำที่คำขอต้องมี
คำขอต้องทำเป็นหนังสือหรือในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยระบุชื่อและชื่อสกุลของเจ้าของข้อมูล ช่องทางหรือวิธีการที่ต้องการให้ส่งข้อมูลกลับ รายละเอียดของสิ่งที่ขอให้ชัดเจนพอที่องค์กรจะทราบได้ว่าต้องการอะไร พร้อมลายมือชื่อและเอกสารยืนยันตัวตน การเขียนว่าขอข้อมูลทั้งหมดโดยไม่ระบุขอบเขต เป็นจุดที่ทำให้คำขอถูกขอให้แก้ไขบ่อยที่สุด
ช่องทางที่องค์กรต้องเปิดไว้
ประกาศกำหนดช่องทางขั้นต่ำไว้สองทาง คือยื่นด้วยตนเอง ณ สถานที่ทำการหรือสถานที่ที่ติดต่อได้ของผู้ควบคุมข้อมูล และยื่นผ่านไปรษณีย์ ส่วนช่องทางอิเล็กทรอนิกส์อย่างเว็บไซต์ แอปพลิเคชัน หรืออีเมล เป็นสิ่งที่องค์กรจะจัดเพิ่มเติมก็ได้ ผู้ที่ตั้งใจจะใช้สิทธิจึงควรตรวจก่อนว่าองค์กรนั้นเปิดช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ไว้หรือไม่ เพราะมีผลต่อทั้งความเร็วและค่าใช้จ่าย
กรณีให้คนอื่นทำแทน
เจ้าของข้อมูลมอบอำนาจให้บุคคลอื่นดำเนินการแทนได้ โดยต้องแนบหนังสือมอบอำนาจที่มีรายละเอียดครบถ้วน พร้อมสำเนาเอกสารประจำตัวที่รับรองสำเนาถูกต้องของทั้งผู้มอบและผู้รับมอบอำนาจ
กรอบ 30 วัน ที่อาจยาวได้ถึง 60 วัน
เมื่อองค์กรได้รับคำขอที่มีรายละเอียดและเอกสารครบถ้วน และยืนยันตัวตนผู้ยื่นได้แล้ว ต้องดำเนินการโดยไม่ชักช้าและไม่เกิน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับคำขอ แต่ประกาศเปิดให้ขยายเวลาได้อีกไม่เกิน 30 วัน หากคำขอมีข้อมูลปริมาณมากหรือมีเหตุจำเป็นอื่น โดยต้องแจ้งเหตุผลและกำหนดเวลาใหม่ให้ผู้ยื่นทราบ เพดานเวลาตามกฎหมายจึงเป็น 60 วัน ไม่ใช่ 30 วันอย่างที่มักเข้าใจกัน
อีกจุดที่มีผลต่อการนับเวลาคือกรณีเอกสารไม่ครบหรือคำขอไม่ชัดเจน องค์กรต้องแจ้งให้แก้ไขหรือส่งเพิ่ม โดยกำหนดเวลาให้ไม่น้อยกว่า 10 วัน หากผู้ยื่นไม่ดำเนินการภายในกำหนด องค์กรอาจจำหน่ายคำขอนั้นได้ ซึ่งไม่ตัดสิทธิที่จะยื่นใหม่ แต่เท่ากับเริ่มนับเวลาใหม่ทั้งหมด การยื่นให้ครบตั้งแต่ครั้งแรกจึงมีผลต่อความเร็วมากกว่าการทวงถามภายหลัง
คำว่าฟรีในประกาศนี้มีเงื่อนไข
ประกาศกำหนดชัดว่า หากเป็นการให้ข้อมูลผ่านช่องทางหรือวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งองค์กรไม่ต้องจัดทำข้อมูลลงสื่อบันทึกรูปแบบใดเป็นการเฉพาะ และไม่มีค่าใช้จ่ายในการขนส่งหรือจัดส่งโดยตรง องค์กรจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมไม่ได้ การขอทางอีเมลหรือระบบออนไลน์แล้วรับเป็นไฟล์ จึงเป็นเส้นทางที่ไม่มีค่าใช้จ่ายโดยหลัก
ส่วนกรณีที่เรียกเก็บได้ คือคำขอเรื่องเดียวกันที่ยื่นซ้ำจำนวนมากหรือบ่อยครั้ง คำขอที่เกี่ยวกับข้อมูลปริมาณมาก หรือคำขอที่ทำให้องค์กรมีภาระเพิ่มขึ้นกว่าปกติ โดยค่าธรรมเนียมต้องสมเหตุสมผล ไม่เกินต้นทุนที่แท้จริง และไม่เกินอัตราในบัญชีท้ายประกาศ ทั้งต้องแจ้งอัตราให้เจ้าของข้อมูลทราบก่อนหรือในขณะใช้สิทธิ
อัตราในบัญชีท้ายประกาศกำหนดเป็นตัวเลขไว้ เช่น ค่าทำสำเนาด้วยเครื่องถ่ายเอกสารกระดาษ A4 หน้าละไม่เกิน 1 บาท ค่าทำสำเนาจากเครื่องพิมพ์คอมพิวเตอร์บนกระดาษ A4 ขาวดำ หน้าละไม่เกิน 3 บาท และค่าให้คำรับรองถูกต้องของข้อมูล คำรับรองละไม่เกิน 5 บาท นอกจากนี้ยังมีอัตราสำหรับกระดาษขนาดอื่นและงานพิมพ์ขนาดใหญ่กำหนดไว้ด้วย ตัวเลขเหล่านี้เป็นเพดาน ไม่ใช่ราคามาตรฐานที่องค์กรมีสิทธิเรียกเก็บทุกกรณี
องค์กรปฏิเสธได้เมื่อใด และถ้าเงียบต้องทำอย่างไร
เหตุปฏิเสธที่ประกาศรองรับ ได้แก่ การเปิดเผยจะเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายหรือคำสั่งศาล การเปิดเผยกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ซึ่งรวมถึงข้อมูลที่เป็นความลับของราชการ ความลับทางการค้า ลิขสิทธิ์หรือทรัพย์สินทางปัญญาของผู้อื่น และกรณีคำขอไม่ชัดเจนหรือสร้างภาระเกินสมควรโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร
จุดที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้สิทธิคือ ถ้าปัญหาอยู่ที่ข้อมูลบางส่วน ประกาศให้องค์กรพิจารณาลบ ตัดทอน หรือปกปิดเฉพาะส่วนนั้น แล้วเปิดเผยส่วนที่เหลือ แทนการปฏิเสธทั้งคำขอ และเมื่อปฏิเสธ องค์กรต้องแจ้งเหตุผลให้ทราบ พร้อมบันทึกการปฏิเสธและเหตุผลไว้ในรายการตามมาตรา 39 การไม่บันทึกดังกล่าวเข้าข่ายไม่ปฏิบัติตามมาตรา 30 วรรคสี่ ซึ่งมาตรา 82 กำหนดโทษปรับทางปกครองไม่เกิน 1 ล้านบาท
ประกาศยังกำหนดให้องค์กรบันทึกรายละเอียดคำขอ เอกสารหลักฐาน การดำเนินการ และการปฏิเสธ เก็บไว้ไม่น้อยกว่า 2 ปี โดยเก็บในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ ในทางปฏิบัติ ผู้ใช้สิทธิควรทำแบบเดียวกัน คือเก็บหลักฐานวันที่ยื่น ช่องทางที่ยื่น และข้อความตอบกลับไว้ให้ครบ เพราะเมื่อพ้นกำหนดแล้วองค์กรยังเงียบหรือปฏิเสธโดยไม่แจ้งเหตุผล เอกสารชุดนี้คือสิ่งที่ใช้ประกอบการร้องเรียนต่อคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งเป็นกลไกบังคับใช้ที่มีอยู่จริงและเคยมีคำวินิจฉัยลงโทษปรับมาแล้ว






