สังคม-อาชญากรรม

Algorithmic Gatekeeping คืออะไร กระทบสื่อไทยยังไง

ทำความเข้าใจ algorithmic gatekeeping เมื่ออัลกอริทึมแพลตฟอร์มเข้ามาแทนบรรณาธิการในการคัดเลือกข่าว และผลกระทบต่อการเข้าถึงและรายได้ของสื่อไทย

Algorithmic Gatekeeping คืออะไร กระทบสื่อไทยยังไง

Algorithmic gatekeeping คืออะไร

คำว่า gatekeeping หรือ "การเฝ้าประตูข่าวสาร" ในวงการสื่อสารมวลชน หมายถึงกระบวนการคัดเลือกว่าข้อมูลชิ้นใดจะผ่าน "ประตู" ออกไปถึงผู้รับ และชิ้นใดถูกคัดทิ้ง แนวคิดนี้มีรากมาจากนักจิตวิทยาสังคม Kurt Lewin ที่เสนอไว้ตั้งแต่ปี 1947 ก่อนที่ David Manning White จะนำมาใช้กับงานข่าวในปี 1950 ผ่านการศึกษาบรรณาธิการคนหนึ่งที่เขาเรียกว่า "Mr. Gates" ซึ่งพบว่าบรรณาธิการเพียงคนเดียวตัดสินใจปฏิเสธข่าวจากสายข่าวไปราว 90% ของเนื้อหาที่ได้รับในแต่ละวัน บทบาทของผู้เฝ้าประตูจึงทรงอำนาจ เพราะเป็นผู้กำหนดว่าสังคมจะได้เห็นหรือไม่ได้เห็นอะไร

Algorithmic gatekeeping คือสภาวะที่บทบาทผู้เฝ้าประตูนี้ย้ายจากบรรณาธิการที่เป็นมนุษย์ ไปอยู่ในมือของอัลกอริทึมบนแพลตฟอร์มดิจิทัล นักวิชาการด้านสื่อ Philip Napoli อธิบายไว้ในงานปี 2014 และในหนังสือ Social Media and the Public Interest (2019) ว่าเมื่อข่าวจำนวนมากถูกส่งผ่านโซเชียลมีเดีย การมองเห็นของเนื้อหาไม่ได้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจเชิงบรรณาธิการอีกต่อไป แต่ขึ้นอยู่กับสัญญาณการมีส่วนร่วม หรือ engagement เช่น ยอดไลก์ แชร์ และคอมเมนต์ ที่อัลกอริทึมใช้ประเมินว่าจะดันเนื้อหาชิ้นใดให้คนเห็น

จาก "บรรณาธิการ" สู่ "อัลกอริทึม" ต่างกันอย่างไร

ความต่างสำคัญอยู่ที่เกณฑ์การตัดสินใจและความโปร่งใส บรรณาธิการที่เป็นมนุษย์ตัดสินจากคุณค่าข่าว ความถูกต้อง และผลประโยชน์สาธารณะ ซึ่งแม้จะมีอคติส่วนตัวปะปนอยู่ แต่ก็เป็นเกณฑ์ที่อธิบายและตรวจสอบย้อนหลังได้ ขณะที่อัลกอริทึมตัดสินจากตรรกะภายในที่ถูกออกแบบมาเพื่อรักษาผู้ใช้ไว้บนแพลตฟอร์มให้นานที่สุด ซึ่งเป็นคนละเป้าหมายกับการให้บริการข้อมูลเพื่อสาธารณะ

Tarleton Gillespie ชี้ในหนังสือ Custodians of the Internet (2018) ว่าอัลกอริทึมไม่ใช่เพียงเครื่องมือทางเทคนิคที่เป็นกลาง แต่เป็น "ผู้กระทำเชิงการเมือง" ที่ตัดสินใจแทนสังคมว่าสิ่งใดควรถูกมองเห็นและสิ่งใดควรถูกกลบ ส่วน Taina Bucher อธิบายในงาน If...Then (2018) ว่าตรรกะแบบ "ถ้า...แล้ว" ที่ฝังอยู่ในโค้ดเป็นตัวกำหนดการมองเห็นของเนื้อหา และเพราะตรรกะนี้ถูกเก็บไว้เป็นความลับทางการค้า การตรวจสอบความรับผิดชอบต่อสาธารณะจึงทำได้ยาก

ผลที่ตามมาคือสิ่งที่ Napoli เรียกว่าภาวะ "ความล้มเหลวของตลาด" ในตลาดความคิด เพราะเนื้อหาที่กระตุ้นอารมณ์หรือสร้างความขัดแย้งมักได้ engagement สูงกว่า จึงถูกอัลกอริทึมดันให้คนเห็นมากกว่าเนื้อหาที่มีคุณค่าเชิงข้อเท็จจริงแต่เรียบนิ่งกว่า

กระทบสื่อไทยอย่างไร

การพึ่งพาแพลตฟอร์มจนกลายเป็นความเปราะบาง

สื่อไทยจำนวนมากเติบโตมาในยุคที่ Facebook เป็นช่องทางหลักในการกระจายข่าว เมื่อ Meta ปรับอัลกอริทึมลดการมองเห็นของเพจ ทำให้ทราฟฟิกที่วิ่งเข้าสู่เว็บไซต์ข่าวลดลงอย่างชัดเจน สื่อที่พึ่งพาช่องทางนี้เป็นหลักจึงกลายเป็นธุรกิจที่เปราะบาง เพราะช่องทางการนำเสนอหลักถูกควบคุมด้วยปัจจัยภายนอกที่ผู้ผลิตเนื้อหาไม่มีอำนาจกำหนดเอง

ต้องจ่ายเงินเพื่อเข้าถึงผู้อ่านของตัวเอง

เมื่อการเข้าถึงแบบ organic ลดลง สื่อและแบรนด์จำนวนมากถูกผลักให้ต้องซื้อโฆษณาเพื่อให้เนื้อหากลับไปถึงผู้ติดตามที่กดติดตามเพจไว้แล้ว เท่ากับว่าสื่อต้องจ่ายเงินให้แพลตฟอร์มเพื่อเข้าถึงฐานผู้อ่านที่ตัวเองสร้างขึ้นมา ซึ่งเปลี่ยนสมการต้นทุนของการทำข่าวไปอย่างมีนัยสำคัญ

เมื่อสัญญาณปนเปื้อนกำหนดทิศทางเนื้อหา

เมื่อ engagement กลายเป็นตัวชี้วัดว่าเนื้อหาชิ้นใด "ประสบความสำเร็จ" กองบรรณาธิการย่อมมีแรงจูงใจให้ผลิตเนื้อหาที่ออกแบบมาเพื่อให้อัลกอริทึมชื่นชอบ มากกว่าจะยึดคุณค่าข่าวหรือผลประโยชน์สาธารณะเป็นที่ตั้ง กระบวนการนี้ค่อย ๆ ปรับวาระข่าวของสังคมไปทีละน้อยโดยที่ผู้อ่านอาจไม่รู้ตัว และทำให้สื่อที่ยึดมั่นในมาตรฐานวิชาชีพเสียเปรียบในการแข่งขันเชิงการมองเห็น

มองไปข้างหน้า

ทางออกที่หลายสื่อทั่วโลกเลือกเดินคือการลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มเดียว ด้วยการกระจายช่องทาง และสร้างฐานผู้อ่านที่ตัวเองเป็นเจ้าของ เช่น เว็บไซต์ จดหมายข่าว หรือแอปพลิเคชันของตัวเอง ควบคู่กับการผลักดันมาตรฐานข้อมูลและกลไกตรวจสอบที่ทำให้สังคมพอจะเห็นว่าอัลกอริทึมกำลังคัดกรองอะไรออกไปบ้าง สำหรับสื่อไทย คำถามที่ยังเปิดอยู่คือจะสร้างความสัมพันธ์โดยตรงกับผู้อ่าน โดยไม่ต้องผ่านการเฝ้าประตูของแพลตฟอร์มต่างชาติได้อย่างไร โดยที่ยังไม่สูญเสียการเข้าถึงในระยะสั้น

บทความที่เกี่ยวข้อง