สังคม-อาชญากรรม

เงินสมทบ 875 บาท ใครเป็นคนตัดสิน บอร์ดประกันสังคม 2569

ตั้งแต่ปี 2569 ผู้ประกันตน ม.33 จ่ายสมทบสูงสุด 875 บาท และเพดานยังขยับอีก 2 ครั้งถึงปี 2575 ชวนดูว่าใครกำหนดทิศทางเงินก้อนนี้ ก่อนเลือกตั้งบอร์ด 27 ก.ย.

เงินสมทบ 875 บาท ใครเป็นคนตัดสิน บอร์ดประกันสังคม 2569

875 บาทที่ถูกหักจากสลิปเดือนนี้ ยังไม่ใช่ตัวเลขสุดท้าย

ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่มีค่าจ้างตั้งแต่ 17,500 บาทขึ้นไป ถูกหักเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมสูงสุดเดือนละ 875 บาท จากเดิม 750 บาท ตามกฎกระทรวงกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำและขั้นสูงที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 อัตราเงินสมทบยังคงอยู่ที่ร้อยละ 5 เท่าเดิม สิ่งที่เปลี่ยนคือเพดานค่าจ้างที่ใช้เป็นฐานคำนวณ ซึ่งถูกตรึงไว้ที่ 15,000 บาทมาตั้งแต่ปี 2538

รายละเอียดที่มักหลุดหายไปจากการรายงานช่วงต้นปีคือ กฎกระทรวงฉบับนี้ไม่ได้ปรับเพดานเพียงครั้งเดียว แต่วางเส้นทางไว้เป็นขั้นบันได 3 ระยะ ระยะที่ 1 ปี 2569–2571 เพดานค่าจ้าง 17,500 บาท เงินสมทบสูงสุด 875 บาทต่อเดือน ระยะที่ 2 ปี 2572–2574 เพดานขยับเป็น 20,000 บาท เงินสมทบสูงสุด 1,000 บาทต่อเดือน และระยะที่ 3 ตั้งแต่ปี 2575 เป็นต้นไป เพดาน 23,000 บาท เงินสมทบสูงสุด 1,150 บาทต่อเดือน

ตัวเลข 875 บาทจึงเป็นขั้นแรกของบันไดสามขั้น ไม่ใช่ปลายทาง และเมื่อเส้นทางของฝั่ง "จ่ายเข้า" ถูกเขียนไว้ในกฎกระทรวงเรียบร้อยแล้ว คำถามที่เหลืออยู่จึงย้ายไปอยู่อีกฝั่งหนึ่ง นั่นคือเงินก้อนนี้จะถูกบริหารอย่างไร และจะคืนกลับมาเป็นสิทธิประโยชน์เท่าไร ซึ่งเป็นอำนาจของคนอีกกลุ่มหนึ่ง

เงินสมทบของคนกว่าสิบล้านคน อยู่ในมือกรรมการ 21 คน

พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 กำหนดให้มีคณะกรรมการประกันสังคม หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่าบอร์ดประกันสังคม จำนวน 21 คน โดยมีปลัดกระทรวงแรงงานเป็นประธาน มีกรรมการโดยตำแหน่งจากกระทรวงการคลัง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข สำนักงบประมาณ และเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม รวมฝ่ายรัฐ 7 คน ที่เหลือคือผู้แทนฝ่ายนายจ้าง 7 คน และผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนอีก 7 คน

สองกลุ่มหลังรวมกัน 14 คน หรือสองในสามของบอร์ดทั้งชุด มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของนายจ้างและผู้ประกันตนเอง ก่อนปี 2566 ตำแหน่งเหล่านี้ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่ผ่านกลไกแต่งตั้ง ซึ่งเป็นประเด็นที่เครือข่ายแรงงานและนักวิชาการผลักดันให้แก้ไขมาเกือบสิบปี

อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของบอร์ดชุดนี้คือ การเสนอความเห็นต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเกี่ยวกับนโยบายประกันสังคมและการออกกฎหมายเพื่อพัฒนาสิทธิประโยชน์ การวางระเบียบเกี่ยวกับการบริหารกองทุน และการพิจารณางบดุลกับรายรับรายจ่ายประจำปีของกองทุน พูดอีกแบบคือ บอร์ดไม่ได้เป็นผู้ลงนามในกฎกระทรวงด้วยตัวเอง แต่เป็นช่องทางหลักที่ข้อเสนอเรื่องสิทธิประโยชน์ อัตราเงินสมทบ และทิศทางการลงทุน เดินผ่านก่อนไปถึงรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี

ขนาดของกองทุนที่บอร์ดชุดนี้กำกับดูแลอยู่ในระดับล้านล้านบาท โดยตัวเลขที่ปรากฏในการรายงานช่วงปีนี้อยู่ระหว่างประมาณ 2.8–3.3 ล้านล้านบาท ถือเป็นกองทุนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ และเป็นเงินออมภาคบังคับก้อนใหญ่ที่สุดของมนุษย์เงินเดือนไทย

กติกาการใช้สิทธิเพิ่งถูกแก้เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม

บอร์ดชุดที่ผ่านการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2566 กำลังครบวาระ 2 ปี และมีการกำหนดวันเลือกตั้งชุดใหม่ไว้ในวันที่ 27 กันยายน 2569 โดยเป็นการเลือกผู้แทนฝ่ายนายจ้างและฝ่ายผู้ประกันตนฝ่ายละ 7 คน ใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้งเดียว ผู้มีสิทธิหนึ่งคนเลือกผู้สมัครได้ไม่เกิน 7 คน และลงคะแนนให้ผู้สมัครคนหนึ่งได้ไม่เกิน 1 คะแนน

เดิมผู้มีสิทธิต้องลงทะเบียนล่วงหน้ากับสำนักงานประกันสังคมจึงจะใช้สิทธิได้ ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งฝ่ายผู้ประกันตนยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลางให้พิจารณาความชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ศาลปกครองกลางมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามประกาศในส่วนที่เกี่ยวกับเงื่อนไขการลงทะเบียน และวันที่ 14 สิงหาคม 2569 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานได้ลงนามเห็นชอบในหลักการแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบกระทรวงแรงงานว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งฯ พ.ศ. 2564 เพื่อปลดล็อกเงื่อนไขดังกล่าว

ผลคือผู้ประกันตนและนายจ้างที่มีคุณสมบัติตามกฎหมายสามารถไปใช้สิทธิได้โดยตรงโดยไม่ต้องลงทะเบียนล่วงหน้า ทำให้จำนวนผู้มีสิทธิที่สำนักงานประกันสังคมต้องเตรียมรองรับขยับขึ้นเป็นเกือบ 12 ล้านคน จากเดิมที่มีผู้ลงทะเบียนไว้ 1,645,911 ราย แบ่งเป็นฝ่ายนายจ้าง 16,066 ราย และฝ่ายผู้ประกันตน 1,629,845 ราย งบประมาณจัดการเลือกตั้งที่เดิมวางไว้ราว 275 ล้านบาทอยู่ระหว่างประเมินใหม่ และเตรียมเสนอกรอบงบประมาณต่อที่ประชุมบอร์ดประกันสังคมในวันที่ 20 สิงหาคม 2569 ขณะที่คณะกรรมการการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนยืนยันว่าไม่มีการเลื่อนวันเลือกตั้ง

ครั้งที่แล้ว คนที่เดินเข้าคูหามีราวหนึ่งแสนห้าหมื่นคน

การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมครั้งแรกเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2566 มีผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิฝ่ายผู้ประกันตน 854,065 คน และเมื่อปิดหีบ พบว่ามีผู้มาใช้สิทธิราวร้อยละ 18 ของผู้ที่ลงทะเบียนไว้ หรือประมาณ 1.5 แสนคน ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่กระทรวงแรงงานตั้งไว้ในเวลานั้น

เมื่อเทียบกับฐานผู้มีสิทธิฝ่ายผู้ประกันตนที่มีกว่า 11 ล้านคน ตัวเลขผู้ใช้สิทธิจริงในครั้งแรกจึงอยู่ในระดับราวร้อยละ 1 นั่นหมายความว่าคณะกรรมการที่กำกับกองทุนขนาดหลายล้านล้านบาท และเป็นผู้เสนอความเห็นเรื่องสิทธิประโยชน์ของคนทั้งประเทศ ได้รับเลือกจากผู้ประกันตนกลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มหนึ่ง

สำหรับรอบปี 2569 ยอดผู้ลงทะเบียนเพิ่มขึ้นจากครั้งก่อนเกือบ 7 แสนราย และเมื่อเงื่อนไขการลงทะเบียนถูกปลดล็อกไปแล้ว ฐานผู้มีสิทธิที่แท้จริงในวันเลือกตั้งจะกว้างกว่าเดิมหลายเท่า คำถามที่เหลือคือจะมีคนใช้สิทธินั้นมากน้อยเพียงใด

โจทย์ที่รออยู่บนโต๊ะของบอร์ดชุดใหม่

บอร์ดที่จะเข้ามาทำงานหลังวันที่ 27 กันยายน 2569 จะอยู่ในวาระที่คาบเกี่ยวกับการตัดสินใจหลายเรื่องที่ยังไม่ปิดจบ

สูตรคำนวณบำนาญที่ยังไม่ประกาศ

การปรับเพดานค่าจ้างเป็นกฎกระทรวงที่ประกาศและบังคับใช้แล้ว แต่การเปลี่ยนวิธีคำนวณบำนาญชราภาพไปใช้สูตรที่คิดจากค่าจ้างตลอดช่วงการทำงาน แทนการคิดจากค่าจ้างเฉลี่ยช่วงท้าย ยังอยู่ในขั้นตอนก่อนประกาศใช้ นี่คือส่วนที่กำหนดว่าเงินสมทบที่จ่ายเพิ่มขึ้นจะกลับมาเป็นบำนาญเท่าไรในทางปฏิบัติ

ทิศทางการลงทุนของกองทุน

มีรายงานว่าสำนักงานประกันสังคมเตรียมปรับยุทธศาสตร์การลงทุน โดยเพิ่มสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยงเพื่อยกระดับผลตอบแทนของกองทุน ท่ามกลางโครงสร้างประชากรสูงวัยที่ทำให้ภาระจ่ายสิทธิประโยชน์กรณีชราภาพเติบโตเร็วกว่ารายรับ การพิจารณางบดุลและระเบียบการบริหารกองทุนเป็นอำนาจโดยตรงของบอร์ด

ขั้นถัดไปของบันไดเงินสมทบ

ระยะที่ 2 ของการปรับเพดานจะเริ่มในปี 2572 ซึ่งอยู่ถัดจากวาระของบอร์ดชุดนี้ไปไม่ไกล ช่วงเวลาระหว่างนี้จึงเป็นช่วงที่ข้อมูลผลกระทบ ข้อเสนอปรับปรุงสิทธิประโยชน์ และความเห็นต่อขั้นถัดไปจะถูกรวบรวมและส่งต่อผ่านกลไกของบอร์ด

เงินสมทบ 875 บาทต่อเดือน คิดเป็น 10,500 บาทต่อปีสำหรับผู้ที่จ่ายเต็มเพดาน และจะกลายเป็น 12,000 บาทต่อปีในระยะที่ 2 และ 13,800 บาทต่อปีในระยะที่ 3 เป็นรายจ่ายประจำที่มนุษย์เงินเดือนไม่มีทางเลือกจะไม่จ่าย ส่วนสิทธิในการเลือกคนที่จะเข้าไปกำหนดทิศทางของเงินก้อนนั้น เป็นสิ่งที่เลือกได้ว่าจะใช้หรือไม่ใช้ ในวันที่ 27 กันยายนนี้

บทความที่เกี่ยวข้อง