ประวัติฮาโลวีนที่เล่ากันมากที่สุดคือ เทศกาลนี้เริ่มจากพิธีซัมเฮน (Samhain) ของชาวเคลต์ (Celts) เมื่อราว 3,000 ปีก่อน แล้วผสมกับความเชื่อของโรมันและคริสต์ศาสนา จนกลายเป็นงานที่เด็กๆ แต่งตัวเป็นภูตผีและเคาะประตูขอขนมในคืนวันที่ 31 ต.ค. แต่ที่มานี้ยังเป็นข้อถกเถียง เพราะผู้เขียนบางคนเห็นว่าหลักฐานที่โยงซัมเฮนกับฮาโลวีนยังอ่อน และมองว่ารากของเทศกาลอยู่ในวันรำลึกของคริสต์ศาสนามากกว่า
แหล่งข้อมูลที่ใช้เล่าเรื่องนี้เห็นตรงกันว่า ชื่อ Halloween มาจากคืนก่อนวันนักบุญทุกองค์ ส่วนเรื่องที่ว่าคริสตจักรตั้งวันสำคัญของตัวเองขึ้นมาแทนพิธีของชาวเคลต์จริงหรือไม่ และใครเป็นผู้กำหนดวันนักบุญทุกองค์ แหล่งข้อมูลแต่ละแห่งเล่าต่างกัน
ซัมเฮน พิธีส่งท้ายฤดูของชาวเคลต์
ตามที่ History.com เล่าไว้ ชาวเคลต์เมื่อราว 3,000 ปีก่อนถือวันที่ 1 พ.ย. เป็นวันขึ้นปีใหม่ ตรงกับช่วงที่ฤดูหนาวอันมืดและหนาวเย็นเริ่มต้น พวกเขาเชื่อว่าในคืนก่อนวันปีใหม่ เส้นแบ่งระหว่างโลกของคนเป็นกับคนตายเลือนลง วิญญาณของผู้ล่วงลับจึงกลับมาได้
คืนนั้นมีพิธีกรรมหลายอย่างตามมา ดรูอิด (Druids) ก่อกองไฟศักดิ์สิทธิ์ ผู้คนสวมเครื่องแต่งกายที่มักทำจากหัวและหนังสัตว์ แล้วร่วมกันทำนายโชคชะตา เมื่อพิธีจบ แต่ละบ้านจุดไฟในเตาของตัวเองขึ้นใหม่จากกองไฟนั้น ภาพของคนที่แต่งตัวแปลกๆ รอบกองไฟในคืนที่เชื่อว่าวิญญาณเดินทางกลับมา คล้ายกับบรรยากาศของงานฮาโลวีนที่เห็นกันในปัจจุบัน และเป็นเหตุผลที่คนจำนวนมากเชื่อมสองเรื่องนี้เข้าด้วยกัน
โรมันและคริสตจักรเพิ่มชั้นความหมาย
History.com ระบุว่า หลังโรมันพิชิตดินแดนของชาวเคลต์ได้สำเร็จ มีเทศกาลโรมัน 2 งานผสมเข้ากับซัมเฮน งานแรกคือเฟราเลีย (Feralia) วันปลายเดือน ก.พ. ที่ชาวโรมันใช้รำลึกผู้ตาย งานที่สองคือเทศกาลบูชาโพโมนา (Pomona) เทพีแห่งผลไม้ ต้นทางเดียวกันเล่าว่าสัญลักษณ์แอปเปิลของเทพีองค์นี้อาจเป็นที่มาของการงับแอปเปิลในน้ำ แต่เป็นเพียงการคาดการณ์ ไม่ใช่ข้อยืนยัน
ฝั่งคริสตจักรมีวันสำคัญของตัวเองที่เกี่ยวข้อง History.com เล่าว่าพระสันตะปาปาโบนิเฟสที่ 4 (Pope Boniface IV) อุทิศวิหารแพนเธออน (Pantheon) ให้แก่ผู้พลีชีพในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 7 ต่อมาพระสันตะปาปาเกรกอรีที่ 3 (Gregory III) ขยายวันรำลึกนี้ให้ครอบคลุมนักบุญทุกองค์ และย้ายมาเป็นวันที่ 1 พ.ย. ตามคำบอกเล่าของเว็บไซต์ดังกล่าว เหตุการณ์นี้เกิดในคริสต์ศตวรรษที่ 8
ในจุดนี้สองแหล่งข้อมูลระบุต่างกัน บทความของสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย (University of California Press) ระบุว่าผู้ย้ายวันรำลึกนักบุญทุกองค์มาเป็นวันที่ 1 พ.ย. คือพระสันตะปาปาเกรกอรีที่ 4 (Gregory IV) ในคริสต์ศตวรรษที่ 9 บทความนี้บอกว่าวันรำลึกเดิมใช้เฉพาะผู้พลีชีพ แล้วจึงขยายให้รวมนักบุญทุกองค์ ทั้งสองแหล่งจึงเล่าตรงกันเรื่องการขยายวันรำลึก แต่ไม่ตรงกันเรื่องชื่อพระสันตะปาปาและศตวรรษ
อีกวันที่เกี่ยวข้องคือวันถัดมา History.com ระบุว่าราวปี ค.ศ. 1000 คริสตจักรกำหนดให้เป็นวันวิญญาณทั้งปวง (All Souls' Day) เพื่อรำลึกผู้ล่วงลับ ชื่อ Halloween ผูกกับคืนก่อนวันนักบุญทุกองค์นี้ บทความของ University of California Press เรียกคืนนั้นว่า All Hallows' Eve และเรียกชุดวันทั้งสามวันว่า Allhallowtide ซึ่งประกอบด้วยฮาโลวีน วันนักบุญทุกองค์ และวันวิญญาณทั้งปวง

ประวัติฮาโลวีน ข้อถกเถียงเรื่องซัมเฮนกับคริสตจักร
History.com ระบุว่าหลายคนเชื่อว่าคริสตจักรกำหนดวันวิญญาณทั้งปวงขึ้นเพื่อแทนที่เทศกาลของชาวเคลต์ที่เกี่ยวกับผู้ตาย ข้อความนี้บอกเพียงว่าเป็นความเชื่อ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ยืนยันแล้ว บทความของสมาคมประวัติศาสตร์อเมริกัน (American Historical Association) เล่าไปในทางเดียวกัน โดยเรียกซัมเฮนว่าเทศกาลโบราณของชาวเคลต์เกี่ยวกับผู้ตาย และระบุว่าคริสตจักรกำหนดวันนักบุญทุกองค์ในต้นเดือน พ.ย. เพื่อลดอิทธิพลของเทศกาลนอกศาสนานั้น
ไคล์ สมิธ (Kyle Smith) ผู้เขียนบทความใน University of California Press เห็นต่างออกไป เขาเรียกหลักฐานที่ว่าฮาโลวีนมาจากซัมเฮนว่าอ่อน และอธิบายว่าการย้ายวันนักบุญทุกองค์ไม่ได้ตั้งใจขัดขวางซัมเฮน แต่เป็นการรับรองวันที่หลายพื้นที่ในยุโรปถือปฏิบัติกันอยู่แล้ว เขายังเห็นว่าช่วง Allhallowtide เป็นหนึ่งในเทศกาลที่เป็นคริสต์อย่างเต็มตัวที่สุดของปี และฮาโลวีนทุกวันนี้สืบต่อการระลึกถึงผู้พลีชีพ โดยที่ผู้ร่วมงานอาจไม่รู้ตัว
เมื่อวางคำอธิบายเหล่านี้ไว้ด้วยกัน จะเห็นว่าแหล่งข้อมูลไม่ได้ขัดกันทุกเรื่อง ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าฮาโลวีนคือคืนก่อนวันนักบุญทุกองค์ ส่วนที่ยังเถียงกันคือมีพิธีของชาวเคลต์เป็นแม่แบบโดยตรงหรือไม่ และคริสตจักรตั้งใจแทนที่หรือเพียงรวมประเพณีที่มีอยู่ ข้อสรุปนี้เป็นการเทียบเอกสารสามฉบับของกองบรรณาธิการ ไม่ใช่ข้อสรุปของแหล่งใดแหล่งหนึ่ง
จากยุโรปสู่อเมริกา และการกลายเป็นงานชุมชน
History.com เล่าว่าในยุคอาณานิคมของสหรัฐฯ การฉลองฮาโลวีนมีจำกัดในนิวอิงแลนด์ เพราะความเชื่อของโปรเตสแตนต์ที่เคร่งครัด แต่พบได้บ่อยกว่าในรัฐแมริแลนด์และอาณานิคมทางใต้ งานฉลองในช่วงนั้นผสมธรรมเนียมของชาวยุโรป กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ และชนพื้นเมืองอเมริกัน เมื่อถึงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 งานเทศกาลฤดูใบไม้ร่วงพบได้ทั่วไป แต่ยังไม่แพร่ไปทั่วประเทศ
จุดเปลี่ยนที่บทความระบุคือปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 เมื่อผู้อพยพชาวไอริชที่หนีวิกฤตมันฝรั่ง (Irish Potato Famine) ช่วยให้ฮาโลวีนเป็นที่นิยมไปทั่วประเทศ ข้อความนี้บอกว่าพวกเขาช่วยทำให้เป็นที่นิยม ไม่ได้บอกว่าเป็นผู้ให้กำเนิดเทศกาล ต่อมาในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 นักปฏิรูปผลักดันให้ฮาโลวีนเน้นความเป็นชุมชนมากกว่าเรื่องผีและการเล่นพิเรนทร์ และเมื่อถึงต้นศตวรรษนั้นเทศกาลก็สูญเสียนัยทางความเชื่อและศาสนาไปเกือบหมด
ขอขนมและงับแอปเปิล ธรรมเนียมที่ยังสืบต่อ
ธรรมเนียม Trick-or-treat ที่เด็กๆ แต่งตัวไปเคาะประตูขอขนม History.com ระบุว่าอาจย้อนไปถึงธรรมเนียมซอลลิง (souling) ในอังกฤษช่วงวันวิญญาณทั้งปวง ผู้ยากไร้จะได้รับขนมที่เรียกว่าซอลเคก (soul cakes) เป็นการแลกกับการสวดภาวนาให้ผู้ตาย ส่วนรูปแบบที่เห็นในปัจจุบันก่อตัวขึ้นเป็นหลักในช่วงทศวรรษ 1920 ถึง 1950
ฮาโลวีนที่เห็นกันในปัจจุบันจึงเป็นชั้นของประเพณีที่ซ้อนกันหลายยุค มีทั้งความเชื่อเรื่องวิญญาณ วันรำลึกของคริสต์ศาสนา และธรรมเนียมชุมชนในอเมริกาเมื่อร้อยกว่าปีที่ผ่านมา คำอธิบายที่พูดกันมากที่สุดคือซัมเฮน แต่ผู้เขียนบางคนเห็นว่าสายคริสต์น่าจะเป็นรากที่ชัดกว่า สิ่งที่ยังไม่มีคำตอบแน่ชัดคือหลักฐานที่เชื่อมพิธีซัมเฮนของชาวเคลต์กับงานฮาโลวีนปัจจุบัน ว่าหนักแน่นแค่ไหน
ที่มา: History.com (History of Halloween) บทความของ University of California Press เรื่อง The Deep History Lurking Behind Halloween โดยไคล์ สมิธ และบทความประวัติฮาโลวีนของสมาคมประวัติศาสตร์อเมริกัน (American Historical Association)







