ผู้ป่วยมะเร็งไส้ตรงระยะ 2-3 ที่ผลตรวจเนื้องอกเป็นชนิด dMMR หรือ MSI-H อาจมีทางเลือกรักษาที่ไม่ต้องใช้เคมีบำบัด ฉายแสง และผ่าตัด หลังองค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (US Food and Drug Administration หรือ FDA) ประกาศเมื่อ 19 ต.ค. 2569 อนุมัติยา Jemperli (เจมเพอร์ลี ชื่อสามัญ dostarlimab-gxly) ของบริษัท GSK แบบเร่งด่วน ยานี้เป็นยาภูมิคุ้มกันบำบัดตัวแรกของกลุ่มนี้สำหรับมะเร็งไส้ตรง แต่ใช้ได้เฉพาะผู้ที่ผ่านการตรวจชนิดของเนื้องอกแล้วเท่านั้น และผลดีที่รายงานยังเป็นข้อมูลระหว่างทางของการทดลอง
FDA ตั้งหัวข้อประกาศว่า 'FDA Approves Immunotherapy That May Allow Certain Patients with Rectal Cancer to Avoid Chemotherapy, Radiation and Surgery' คือยาที่อาจทำให้ผู้ป่วยมะเร็งไส้ตรงบางกลุ่มไม่ต้องทำเคมีบำบัด ฉายแสง และผ่าตัด คำว่า "บางกลุ่ม" และ "อาจ" สำคัญมาก เพราะยานี้ไม่ได้ใช้กับมะเร็งไส้ตรงทุกราย และผู้ใช้ยาทุกคนก็ไม่ได้รอดพ้นการรักษาแบบเดิม
ยา Jemperli ใช้ได้กับผู้ป่วยกลุ่มเล็กที่ผลตรวจเข้าเงื่อนไข
ตามรายงานของ Pharmacy Times และ News-Medical ซึ่งอ้างประกาศของ FDA ยา Jemperli ได้รับอนุมัติให้ใช้เป็นยาเดี่ยว สำหรับผู้ใหญ่ที่เป็นมะเร็งไส้ตรงระยะ 2 หรือ 3 ชนิดลุกลามเฉพาะที่ ที่ยังไม่เคยรักษา และเนื้องอกเป็นชนิด MSI-H หรือ dMMR ตามผลตรวจจากชุดตรวจที่ FDA รับรอง หากผลตรวจไม่เข้าเงื่อนไข ก็อยู่นอกขอบเขตของการอนุมัตินี้
กลุ่มที่เข้าเงื่อนไขเป็นเพียงสัดส่วนเล็กของผู้ป่วยมะเร็งไส้ตรง ผู้ป่วยส่วนใหญ่จึงไม่ได้อยู่ในกลุ่มนี้ ส่วนสัดส่วนของผู้ป่วยในไทยที่เป็นชนิด dMMR หรือ MSI-H ยังไม่มีแหล่งวิชาการที่ยืนยัน จึงยังบอกตัวเลขของไทยไม่ได้
การอนุมัติครั้งนี้เป็นแบบเร่งด่วน (accelerated approval) หมายความว่า FDA อนุมัติโดยดูจากผลระหว่างทางของการทดลอง คือผลตอบสนองทางคลินิกสมบูรณ์ต่อเนื่อง 12 เดือน หรือที่เรียกย่อว่า cCR12 ยังไม่ได้ดูผลระยะยาวเต็มรูปแบบ GSK ระบุว่าการคงอนุมัติต่อไปอาจขึ้นกับการยืนยันประโยชน์ทางคลินิกในการทดลองยืนยัน
ผลตรวจ MSI และ dMMR ในมะเร็งไส้ตรงเป็นตัวกำหนดว่าใช้ยาได้หรือไม่
dMMR และ MSI-H เป็นคำที่ใช้บอกลักษณะของเนื้องอกชนิดเดียวกัน dMMR ย่อมาจาก mismatch repair deficient ส่วน MSI-H ย่อมาจาก microsatellite instability-high Pharmacy Times อธิบายว่าสองคำนี้ 'describe a defect in the system cancer cells use to correct errors when copying DNA' คือบอกถึงความบกพร่องของระบบที่เซลล์มะเร็งใช้แก้ข้อผิดพลาดเวลาคัดลอกดีเอ็นเอ
FDA อนุมัติยานี้เฉพาะมะเร็งไส้ตรงชนิดนี้ ผลตรวจจึงเป็นประตูบานแรกที่ต้องผ่านก่อน ถ้าเนื้องอกไม่ได้เป็นชนิด dMMR หรือ MSI-H ก็ไม่เข้าข้อบ่งใช้ที่ได้รับอนุมัติ และผลตรวจต้องได้จากชุดตรวจที่ FDA รับรองตามที่ระบุในข้อบ่งใช้
รายงานที่มีอยู่ยังไม่ระบุวิธีตรวจและชิ้นเนื้อที่ใช้ ผู้ป่วยที่อยากรู้ว่าตัวเองเคยตรวจหรือยัง ควรถามแพทย์เจ้าของไข้ว่าผลพยาธิวิทยาของเนื้องอกมีผลตรวจนี้หรือไม่ และถ้ายังไม่มี ควรตรวจเมื่อไรและที่ไหน

ผลการทดลอง AZUR-1 ยังเป็นข้อมูลระหว่างทาง
ข้อมูลที่ใช้ขออนุมัติมาจากการทดลอง AZUR-1 ซึ่งเป็นการทดลองระยะ 2 แบบเปิดเผยตัวยา และมีแขนเดียว คือทุกคนได้ยาเหมือนกัน ไม่มีกลุ่มเปรียบเทียบที่ได้การรักษาแบบอื่น การทดลองนี้ศึกษาผู้ป่วย 154 รายที่เป็นมะเร็งไส้ตรงระยะ 2 หรือ 3 ชนิด MSI-H หรือ dMMR และยังไม่เคยรักษา ผู้ป่วยได้ยา 500 มก. ทางหลอดเลือดดำทุก 3 สัปดาห์ รวม 9 รอบ ใช้เวลาราว 6 เดือน ผลที่รายงานเป็นข้อมูลระหว่างทางของการทดลอง ยังไม่ใช่ผลสุดท้าย
Pharmacy Times รายงานว่า ราว 68% (98 ราย) ของผู้ที่ประเมินได้ มีการตอบสนองทางคลินิกสมบูรณ์ต่อเนื่อง 12 เดือน ตามการประเมินของผู้วิจัย ส่วนการวิเคราะห์เชิงสำรวจพบว่า 76% (110 ราย) ไม่พบมะเร็งหลังรักษาอย่างน้อย 1 ปี และไม่พบการกลับเป็นซ้ำในผู้ที่ตอบสนอง หลังติดตามผลเฉลี่ยกว่า 2 ปี
ควรอ่านตัวเลขเหล่านี้อย่างระวัง เป้าหมายหลักของการทดลองกำหนดให้ประเมินโดยคณะกรรมการอิสระส่วนกลาง แต่ 68% เป็นตัวเลขตามการประเมินของผู้วิจัย Pharmacy Times รายงานว่าตามข้อมูลของ GSK ที่ยังไม่สมบูรณ์ ผลจากการประเมินอิสระอยู่ที่ราว 47% (54 ราย) ซึ่งต่ำกว่าตัวเลขของผู้วิจัยอย่างเห็นได้ชัด ส่วน 76% เป็นการวิเคราะห์เชิงสำรวจ
สิ่งที่ผลนี้ยังบอกไม่ได้มีหลายข้อ เพราะไม่มีกลุ่มเปรียบเทียบจึงเทียบตรงๆ กับการรักษามาตรฐานไม่ได้ ระยะติดตามผลที่เกิน 2 ปีเล็กน้อยยังสั้นเกินกว่าจะรู้ความเสี่ยงกลับเป็นซ้ำในระยะยาว และ Pharmacy Times ระบุว่าความเสี่ยงการกลับเป็นซ้ำระยะยาวยังไม่ทราบ จึงควรมองว่าเป็นข้อมูลที่ยังไม่สมบูรณ์ ไม่ใช่คำยืนยันว่าผู้ป่วยจะพ้นจากโรคถาวร
เรื่องผลข้างเคียงก็ต้องรู้ไว้ด้วย Pharmacy Times รายงานว่าผู้ป่วยราว 20% มีเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ร้ายแรง อาการที่พบบ่อยคือเหนื่อยล้า 32% ผื่น 22% ท้องเสีย 18% และคัน 17% ประมาณ 3% ต้องหยุดยาถาวรเพราะผลข้างเคียง ยากลุ่มนี้อาจทำให้เกิดปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันที่รุนแรงหรือถึงชีวิตได้ การไม่ต้องเคมีบำบัดหรือผ่าตัดจึงไม่ได้แปลว่าการรักษาไม่มีความเสี่ยง
ผู้ป่วยมะเร็งไส้ตรงควรถามแพทย์เรื่องอะไร
ผู้ป่วยมะเร็งไส้ตรงหรือมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยเฉพาะผู้ที่เพิ่งได้รับการวินิจฉัย ควรเริ่มจากถามแพทย์ผู้รักษาเรื่องผลตรวจ MMR หรือ MSI ของเนื้องอก เพราะผลนี้เป็นตัวกำหนดว่าเข้าเงื่อนไขของยากลุ่มนี้หรือไม่ ส่วนสถานะของ Jemperli สำหรับข้อบ่งใช้นี้ในไทยยังไม่ชัดเจน ทั้งการขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และสิทธิรักษาพยาบาล ผู้ป่วยหรือญาติที่สนใจควรสอบถามแพทย์หรือ อย. โดยตรง และไม่ควรเข้าใจว่ายานี้หาได้หรือเบิกได้ในไทยแล้ว
คำถามที่ควรเตรียมไปคุยกับแพทย์มีดังนี้
- เนื้องอกของเราเคยตรวจ MMR หรือ MSI หรือยัง และผลเป็นอย่างไร
- ถ้ายังไม่ตรวจ ควรตรวจเมื่อไรและที่ไหน
- การรักษามาตรฐานสำหรับระยะของโรคเราคืออะไร
- มีการทดลองหรือการเข้าถึงยากลุ่มนี้ในไทยหรือไม่
ข่าวนี้ไม่ได้บอกให้ใครเลื่อนหรือเลี่ยงการรักษามาตรฐานเอง การตัดสินใจเรื่องเคมีบำบัด ฉายแสง หรือผ่าตัดต้องทำร่วมกับแพทย์ที่เห็นผลตรวจและภาพถ่ายของผู้ป่วยจริง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเริ่มหรือเปลี่ยนการรักษาทุกครั้ง
ที่มา: ประกาศของ FDA ที่เผยแพร่เมื่อ 19 ต.ค. 2569 อ้างตามรายงานของ Pharmacy Times และ News-Medical







