ผู้ป่วยมะเร็งไส้ตรงระยะ 2 หรือ 3 ที่ผลตรวจเนื้องอกเป็น dMMR หรือ MSI-H มีทางเลือกใหม่ในสหรัฐฯ แล้ว เมื่อวันที่ 19 ต.ค. 2569 สำนักงานอาหารและยาสหรัฐฯ (U.S. Food and Drug Administration หรือ FDA) ประกาศอนุมัติแบบเร่งรัดให้ยาภูมิคุ้มกันบำบัด Jemperli (dostarlimab-gxly) ของบริษัท GSK ใช้เป็นยาเดี่ยวในผู้ใหญ่ที่ยังไม่เคยรักษา ผู้ป่วยบางรายอาจไม่ต้องผ่าตัด ฉายแสง หรือเคมีบำบัด แต่การอนุมัตินี้เป็นของสหรัฐฯ และยังไม่พบข้อมูลที่ยืนยันสถานะของยาในไทย
ประกาศของ FDA ระบุว่าเกือบสามในสี่ของผู้ป่วยในการศึกษาหลักไม่ต้องผ่าตัด ฉายแสง และเคมีบำบัด ยาตัวนี้ได้รับการเร่งพิจารณา และ FDA ใช้เวลาตรวจสอบเสร็จเร็วกว่ากำหนดเกือบ 4 เดือน แต่ข่าวดีนี้มีเงื่อนไขอยู่หลายข้อ ทั้งเรื่องชนิดของมะเร็ง ผลตรวจที่ต้องมี และหลักฐานที่ยังไม่ครบ ผู้ป่วยและครอบครัวจึงควรรู้เงื่อนไขเหล่านี้ไว้ เพื่อเตรียมคำถามไปคุยกับแพทย์
ยาตัวนี้ใช้กับมะเร็งไส้ตรงกลุ่มไหน
FDA อนุมัติให้ใช้ Jemperli เป็นยาเดี่ยวในผู้ใหญ่ที่เป็นมะเร็งไส้ตรงระยะ 2 หรือ 3 แบบลุกลามเฉพาะที่ และยังไม่เคยได้รับการรักษามาก่อน ผู้ป่วยต้องเป็น dMMR หรือ MSI-H ตามผลตรวจที่ FDA รับรอง ถ้าผลตรวจไม่ใช่กลุ่มนี้ ข้อบ่งใช้ที่อนุมัติครั้งนี้ก็ไม่ครอบคลุม
กลุ่มนี้ไม่ใช่ผู้ป่วยส่วนใหญ่ FDA ระบุว่ามะเร็งไส้ตรงระยะลุกลามเฉพาะที่ประมาณ 3% เป็น dMMR หรือ MSI-H ตัวเลขนี้ทำให้เห็นว่าการตรวจเนื้องอกมีความหมายมาก เพราะผู้ป่วยส่วนน้อยเท่านั้นที่จะเข้าเกณฑ์ และต้องรู้ผลตรวจก่อนจึงจะคุยเรื่องยานี้กับแพทย์ได้
dMMR และ MSI-H คืออะไร ทำไมต้องตรวจ
dMMR และ MSI-H เป็นสองคำที่ใช้เรียกความผิดปกติแบบเดียวกัน คือระบบซ่อมความผิดพลาดตอนคัดลอกดีเอ็นเอในเซลล์ทำงานบกพร่อง เมื่อระบบซ่อมเสีย ความผิดพลาดจะสะสม เซลล์มะเร็งจึงสร้างโปรตีนที่ระบบภูมิคุ้มกันมองเห็นได้ง่ายขึ้น เนื้องอกกลุ่มนี้จึงตอบสนองต่อยาภูมิคุ้มกันบำบัดได้ดีกว่า ตามคำอธิบายของ FDA
Jemperli ทำงานโดยปิดกั้นโปรตีน PD-1 บนเซลล์ภูมิคุ้มกัน PD-1 เป็นสัญญาณที่เซลล์มะเร็งใช้หลบการโจมตีของภูมิคุ้มกัน เมื่อปิดสัญญาณนี้ ภูมิคุ้มกันของร่างกายจึงกลับมาจัดการเซลล์มะเร็งได้ ด้วยเหตุนี้ผลตรวจ dMMR หรือ MSI-H จึงเป็นเงื่อนไขตั้งต้นของการใช้ยา ไม่ใช่ตัวเลือกเสริม และเป็นเรื่องที่ผู้ป่วยมะเร็งไส้ตรงควรถามแพทย์ว่าได้ตรวจแล้วหรือยัง

อนุมัติแบบเร่งรัด หลักฐานบอกอะไรได้และยังบอกอะไรไม่ได้
อนุมัติแบบเร่งรัดหมายความว่า FDA อนุมัติจากผลการศึกษาระหว่างกาล ไม่ได้รอผลสุดท้าย และบริษัทผู้ผลิตต้องติดตามผู้ป่วยต่อเพื่อยืนยันว่าประโยชน์ที่เห็นอยู่ได้นานจริง FDA ระบุว่าต้องติดตามผลนานขึ้น เพื่อดูว่าผลตอบสนองอยู่ได้นานแค่ไหนและมะเร็งกลับมาเป็นซ้ำบ่อยเพียงใด
การอนุมัติครั้งนี้อิงผลการศึกษา AZUR-1 (NCT05723562) ซึ่งเป็นการทดลองเฟส 2 กลุ่มเดียว ผลระหว่างกาลมีผู้ป่วย 154 ราย ได้รับยาสูงสุด 9 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 3 สัปดาห์ เมื่อติดตามผลเฉลี่ยเกิน 2 ปี FDA ระบุว่าเกือบสามในสี่ของผู้ป่วยไม่ต้องผ่าตัด ฉายแสง และเคมีบำบัด ตัวเลขนี้ฟังดูดี แต่เป็นการศึกษากลุ่มเดียวที่ไม่มีกลุ่มเปรียบเทียบ จึงไม่สามารถบอกได้ว่ายาดีกว่าหรือด้อยกว่าการรักษาแบบอื่น
ก่อนหน้านี้มีการศึกษาของศูนย์มะเร็งเมมโมเรียลสโลนเคตเทอริง (Memorial Sloan Kettering) ในผู้ป่วย 50 ราย (NCT04165772) ที่ใช้ยาเดี่ยวเช่นกัน FDA ระบุว่าผู้ป่วยทุกรายตรวจไม่พบมะเร็งหลังรักษา และ 93% ไม่มีมะเร็งอย่างน้อย 12 เดือน ในผู้ที่ติดตามอย่างน้อย 3 ปี จำนวน 27 ราย มี 1 รายที่มะเร็งกลับมาเป็นซ้ำที่ตำแหน่งเดิม จำนวนผู้ป่วยในการศึกษานี้ยังน้อย จึงใช้เป็นสัญญาณที่น่าสนใจมากกว่าข้อสรุป
ข้อมูลเสริมจาก Pharmacy Times ซึ่งอ้างตาม GSK ไม่ใช่ประกาศของ FDA ระบุว่าอัตราตอบสนองสมบูรณ์ทางคลินิกที่ 12 เดือนอยู่ที่ประมาณ 68% ตามการประเมินของผู้วิจัย แต่อยู่ที่ประมาณ 47% ตามการประเมินอิสระส่วนกลางซึ่งเป็นเกณฑ์วัดผลหลักของการศึกษา และข้อมูลยังไม่สมบูรณ์ สองตัวเลขนี้ต่างกันมาก ผู้อ่านจึงไม่ควรหยิบตัวเลขใดตัวเลขหนึ่งไปสรุปว่ายามีผลเท่าไรแน่
ผลข้างเคียง และสิ่งที่ควรถามแพทย์
ยากลุ่มนี้ไม่ใช่ยาที่ไร้ความเสี่ยง FDA เตือนว่า Jemperli อาจกระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันทำลายอวัยวะและเนื้อเยื่อปกติ ซึ่งอาจรุนแรงหรือถึงแก่ชีวิตได้ ผลข้างเคียงที่พบบ่อย คือพบอย่างน้อย 15% ของผู้ป่วย ได้แก่ อ่อนเพลีย ผื่น ท้องเสีย และคัน เมื่อมีอาการผิดปกติระหว่างรักษา ผู้ป่วยต้องแจ้งทีมแพทย์ทันที ไม่ควรรอดูอาการเอง
ที่ผ่านมายังไม่พบข้อมูลที่ยืนยันว่ายานี้ขึ้นทะเบียนกับ อย. ของไทยหรือไม่ ใช้สิทธิรักษาใดได้ หรือราคาเท่าไร ผู้ป่วยหรือญาติที่สนใจควรสอบถามแพทย์หรือโรงพยาบาลที่รักษาโดยตรง ข่าวนี้ไม่ควรเป็นเหตุให้เลื่อนหรือเลี่ยงการรักษามาตรฐานด้วยตัวเอง เพราะยานี้ใช้ได้เฉพาะผู้ที่ผลตรวจเข้าเกณฑ์ และต้องให้แพทย์ที่ดูแลตัดสิน คำถามที่ควรเตรียมไปมีดังนี้
- เนื้องอกของฉันตรวจ MSI หรือ dMMR แล้วหรือยัง และผลเป็นอย่างไร
- ระยะของมะเร็งตอนนี้เข้าเกณฑ์ระยะ 2 หรือ 3 ที่ยาตัวนี้ได้รับอนุมัติหรือไม่
- ยานี้ใช้ในไทยได้หรือยัง ถ้ายังไม่ได้ มีทางเลือกอะไรบ้าง
- ผลข้างเคียงจากภูมิคุ้มกันต้องเฝ้าระวังอะไร และต้องติดต่อใครเมื่อมีอาการ
- หลักฐานที่ยังไม่ครบหมายความว่าอย่างไรกับแผนรักษาของฉัน
ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะราย ก่อนเริ่มหรือเปลี่ยนการรักษา ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเสมอ
ที่มา: ประกาศของสำนักงานอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) เรื่องอนุมัติภูมิคุ้มกันบำบัดสำหรับมะเร็งไส้ตรง ข้อมูลเสริมเรื่องอัตราตอบสนองจาก Pharmacy Times ซึ่งอ้างตาม GSK







