Advertisement
สุขภาพ

ไข้ดิน เมลิออยด์ อาการ วิธีป้องกัน เมื่อต้องลุยน้ำและโคลนช่วงน้ำท่วม

ไข้ดิน (เมลิออยด์) ติดได้จากดินและน้ำ อาการแรกคล้ายไข้หวัด ปีนี้ผู้ป่วยสะสม 3,102 ราย ดูวิธีป้องกันหลังลุยน้ำและเมื่อไรต้องพบแพทย์

ไข้ดิน เมลิออยด์ อาการ วิธีป้องกัน เมื่อต้องลุยน้ำและโคลนช่วงน้ำท่วม

คนที่ต้องลุยน้ำหรือโคลนช่วงน้ำท่วม รวมถึงเกษตรกรและคนที่กลับเข้าบ้านหลังน้ำลด ควรรู้จักโรคไข้ดิน หรือเมลิออยด์ (Melioidosis) เพราะอาการแรกคล้ายไข้หวัด จึงถูกมองข้ามได้ง่าย กรมควบคุมโรค (Department of Disease Control) ประกาศเตือนเมื่อ 29 ต.ค. 2569 โดยรายงานว่าปีนี้มีผู้ป่วยสะสม 3,102 ราย เสียชีวิต 136 ราย

ตัวเลขทั้งปียังต่ำกว่าค่ามัธยฐาน 5 ปีเล็กน้อย จึงไม่ได้บอกว่าผู้ป่วยมากกว่าปกติ แต่ผู้ป่วยที่ถูกรายงานเสียชีวิตราว 1 ใน 23 ราย ทำให้โรคนี้ควรระวังเป็นพิเศษสำหรับคนที่สัมผัสดินและน้ำโดยตรง บทความนี้อธิบายว่าตัวเลขปีนี้หมายถึงอะไร ใครเสี่ยง ติดเชื้อทางไหน อาการเป็นอย่างไร และควรทำอะไรบ้างเมื่อจำเป็นต้องลุยน้ำหรือโคลน

ตัวเลขปีนี้และความหมายของอัตราตาย 4.38%

จนถึงวันที่ 27 ต.ค. 2569 กรมควบคุมโรครายงานผู้ป่วยสะสมตั้งแต่ 1 ม.ค. จำนวน 3,102 ราย เสียชีวิต 136 ราย และมีผู้ป่วยที่ต้องนอนโรงพยาบาล 1,828 ราย คิดเป็นอัตราตาย 4.38% ประกาศฉบับนี้จัดทำโดยกองระบาดวิทยาและกองสื่อสารความเสี่ยงฯ กรมควบคุมโรค

ตัวเลข 4.38% มาจากการเอาผู้เสียชีวิต 136 ราย หารด้วยผู้ป่วยที่รายงานทั้งหมด 3,102 ราย จึงเป็นสัดส่วนของคนที่ป่วยแล้วเสียชีวิต ไม่ใช่โอกาสเสียชีวิตของคนทั่วไป คนที่ไม่ได้ป่วยไม่ได้อยู่ในการคำนวณนี้ ผู้อ่านจึงไม่ควรตีความว่าลุยน้ำแล้วมีโอกาสเสียชีวิต 4.38%

ส่วนจำนวนผู้ป่วยสะสม ประกาศระบุว่าต่ำกว่าค่ามัธยฐาน 5 ปีเล็กน้อย เมื่อภาพรวมไม่ได้สูงกว่าปกติ ข้อสรุปที่ใช้ได้จริงคือโรคนี้มีผู้ป่วยทุกปี และคนที่สัมผัสดินกับน้ำในช่วงน้ำท่วมควรป้องกันตัวไว้ก่อน แม้จะไม่มีข่าวการระบาดใหญ่ก็ตาม

กลุ่มเสี่ยงและพื้นที่ที่พบมาก

กรมควบคุมโรคระบุว่ากลุ่มที่เสี่ยงคือเกษตรกร คนที่สัมผัสดินและน้ำโดยตรง และคนที่อยู่ในพื้นที่น้ำท่วม นอกจากนี้ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางโรคก็อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ผู้ป่วยเบาหวาน โรคไตเรื้อรัง และธาลัสซีเมีย

เมื่อดูตามอายุ กลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไปมีอัตราป่วยต่อแสนประชากรสูงสุด รองลงมาคือ 50-59 ปี และ 40-49 ปี ลูกหลานที่มีพ่อแม่หรือปู่ย่าตายายสูงวัยอยู่ในพื้นที่เกษตรหรือพื้นที่น้ำท่วม จึงควรช่วยดูเรื่องการสวมรองเท้า การล้างตัว และการดูแลแผล

ในแง่พื้นที่ โรคนี้พบมากในภาคอีสาน เช่น มุกดาหาร บึงกาฬ ยโสธร บุรีรัมย์ และอุบลราชธานี ซึ่งเป็นข้อมูลของพื้นที่ที่มีรายงานผู้ป่วยมาก ไม่ได้แปลว่าคนในจังหวัดอื่นปลอดภัย เพราะการติดเชื้อเกี่ยวข้องกับการสัมผัสดินและน้ำที่ปนเปื้อน

ไข้ดินติดเชื้อได้ทางไหน และอาการแรกเป็นอย่างไร

ตามคำอธิบายของกรมควบคุมโรค เชื้อเข้าสู่ร่างกายได้ 3 ทาง คือทางแผลที่ผิวหนัง การสูดฝุ่นหรือละอองที่ปนเปื้อน และการกินอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อน แผลเล็กๆ ที่เท้าหรือมือขณะลุยโคลนจึงเป็นช่องทางที่ควรปิดให้มิดชิด

หลังรับเชื้อ อาการมักเริ่มภายใน 4-9 วัน แต่อาจนานกว่านั้น ผู้ที่ลุยน้ำหรือเก็บบ้านเมื่อสัปดาห์ก่อนแล้วเริ่มมีไข้ จึงควรนึกถึงการสัมผัสดินและน้ำที่ผ่านมา ไม่ควรคิดว่าเป็นแค่ไข้หวัดเพราะเพิ่งไปลุยน้ำมาไม่กี่วัน

อาการของโรคไม่จำเพาะ มักเริ่มด้วยไข้และอาการทางเดินหายใจ ซึ่งคล้ายโรคที่พบบ่อยอื่นๆ ทำให้แยกด้วยตาเปล่าไม่ได้ การวินิจฉัยต้องใช้การเพาะเชื้อในห้องปฏิบัติการ

2 วัน ไข้สูงเกิน 2 วัน โดยเฉพาะหลังสัมผัสดินหรือน้ำ ให้ไปพบแพทย์ / ลุยน้ำและโคลน ป้องกันไข้ดินอย่างไร / เลี่ยงลุยน้ำและโคลนถ้าเลือกได้ / สวมรองเท้าบูตและถุงมือยาง / ล้างตัวด้วยสบู่และน้ำสะอาด / ปิดแผลให้มิดชิด / กินอาหารสุก ดื่มน้ำต้มหรือน้ำขวด / สอบถามสายด่วนกรมควบคุมโรค 1422
คำแนะนำของกรมควบคุมโรคเมื่อจำเป็นต้องสัมผัสดินและน้ำช่วงน้ำท่วม

ลุยน้ำหรือโคลนแล้วควรทำอย่างไร

คำแนะนำแรกของกรมควบคุมโรคคือเลี่ยงการลุยน้ำและโคลนถ้าเลือกได้ หากจำเป็นต้องลงไป ให้ป้องกันตัวตามนี้

  • สวมรองเท้าบูต
  • สวมถุงมือยาง
  • สวมกางเกงขายาว
  • ล้างตัวด้วยสบู่และน้ำสะอาดหลังสัมผัสดินหรือน้ำ
  • ทำความสะอาดแผลและปิดแผลให้มิดชิด

หากมีแผล ควรงดสัมผัสดินและน้ำจนกว่าแผลจะหาย ส่วนเรื่องกินและดื่ม กรมควบคุมโรคแนะนำให้กินอาหารสุก และดื่มน้ำต้มหรือน้ำขวด เพราะเชื้อติดได้ทางอาหารและน้ำที่ปนเปื้อนด้วย

ถ้ามีไข้สูงเกิน 2 วัน โดยเฉพาะหลังสัมผัสดินหรือน้ำ ให้ไปพบแพทย์ และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 อย่ารอให้อาการหนักขึ้นก่อน เพราะอาการแรกของโรคนี้ไม่ชัดเจน การตัดสินใจจากระยะเวลาที่มีไข้และประวัติสัมผัสดินหรือน้ำจึงเป็นเกณฑ์ที่ใช้ได้จริง

เนื้อหานี้เป็นข้อมูลทั่วไปจากหน่วยงานสาธารณสุข ไม่ใช่คำแนะนำการรักษาเฉพาะบุคคล ผู้ที่มีอาการหรือมีโรคประจำตัวควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเริ่มหรือเปลี่ยนการรักษา

ที่มา: ประกาศกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข โดยกองระบาดวิทยาและกองสื่อสารความเสี่ยงฯ

บทความที่เกี่ยวข้อง