ไนจีเรียรายงานผู้ป่วยโรคอีโบลาจากไวรัสสายพันธุ์ Bundibugyo ผู้ป่วยเคยเดินทางไปยูกันดา ผู้ที่มีแผนไปทำงานหรือท่องเที่ยวในแอฟริกา และผู้ที่เพิ่งกลับจากที่นั่น ควรรู้ว่าโรคนี้ติดต่ออย่างไร มีอาการอย่างไร และต้องไปเช็กแนวทางของกรมควบคุมโรคที่ไหน
ศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคแห่งยุโรป (ECDC) ระบุว่าไนจีเรียรายงานผู้ป่วยเมื่อวันที่ 20 ต.ค. 2569 ผู้ป่วยเริ่มมีอาการวันที่ 7 ต.ค. ไปพบแพทย์วันที่ 11 ต.ค. และตรวจพบเชื้อในวันที่รายงาน ECDC ไม่ได้ระบุสาเหตุหรือเส้นทางการติดเชื้อของผู้ป่วยเกินจากประวัติเดินทางไปยูกันดา จึงไม่ควรคาดเดาเพิ่มเติม
ผู้สัมผัสในไนจีเรียเพิ่มเป็น 53 ราย คองโกรายงานผู้ป่วยยืนยันกว่า 9,500 ราย
ตามการอัปเดตของ ECDC เมื่อวันที่ 26 ต.ค. เจ้าหน้าที่ในไนจีเรียระบุตัวผู้สัมผัสของผู้ป่วยได้แล้ว 53 ราย เพิ่มขึ้นจาก 44 รายในอัปเดตก่อนหน้า ผู้สัมผัสคือคนที่เคยใกล้ชิดผู้ป่วย ไม่ได้แปลว่าติดเชื้อทุกคน ตัวเลขนี้จึงอาจเปลี่ยนได้อีกตามผลการสอบสวนโรค
ที่คองโก ECDC รายงานว่าถึงวันที่ 19 ต.ค. มีผู้ป่วยยืนยัน 9,552 ราย และมีผู้เสียชีวิตที่เกี่ยวข้อง 4,602 ราย โดยตัวเลขผู้เสียชีวิตเป็นข้อมูลถึงวันที่ 18 ต.ค. ตัวเลขชุดนี้ช่วยให้เห็นขนาดของการระบาดในคองโก
ข่าวนี้ไม่มีข้อมูลผู้ป่วยในไทย ผู้อ่านจึงควรติดตามประกาศล่าสุดของกรมควบคุมโรคโดยตรง ตัวเลขทั้งหมดในหัวข้อนี้เป็นข้อมูลที่เปลี่ยนเร็ว ควรเปิดหน้า Public health events ของ ECDC ดูตัวเลขล่าสุดอีกครั้งก่อนอ้างต่อ
อีโบลา Bundibugyo ยังไม่มีวัคซีนและยาที่ได้รับอนุมัติเฉพาะสายพันธุ์
องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุในเอกสารข้อเท็จจริงว่า วัคซีนและการรักษาที่ได้รับอนุมัติมีเฉพาะโรคอีโบลาจากไวรัสอีโบลา (EBOV) ส่วนโรคจากไวรัส Bundibugyo (BDBV) และไวรัสซูดาน (SUDV) ยังไม่มีการรักษาที่ได้รับอนุมัติ มีเพียงผลิตภัณฑ์ที่อยู่ระหว่างพัฒนา
ชื่อ "อีโบลา" ที่คนส่วนใหญ่คุ้นหูจึงมักหมายถึงโรคจากไวรัสอีโบลา (EBOV) ส่วนการระบาดครั้งนี้เป็นสายพันธุ์ Bundibugyo ซึ่งต่างกันตรงที่ยังไม่มีวัคซีนและยาที่ได้รับอนุมัติ ข่าวนี้ไม่มีข้อมูลว่าวัคซีนหรือยาจำเพาะของสายพันธุ์นี้มีสถานะในไทยอย่างไร ผู้ที่สงสัยควรสอบถามสถานพยาบาลหรือกรมควบคุมโรค
เรื่องความรุนแรง WHO ระบุว่าอัตราการเสียชีวิตของอีโบลาโดยเฉลี่ยอยู่ที่ราว 50% และการระบาดที่ผ่านมามีตั้งแต่ 25% ถึง 90% หน้าข้อมูลของ WHO ไม่ได้แยกตัวเลขของ Bundibugyo ออกมาต่างหาก จึงไม่ควรเอาตัวเลขเฉลี่ยนี้ไปสรุปว่าการระบาดครั้งนี้จะรุนแรงเท่าใด
อาการและการติดต่อที่ควรรู้ก่อนและหลังเดินทาง
อีโบลาแพร่ผ่านการสัมผัสโดยตรงกับเลือดหรือสารคัดหลั่งของผู้ป่วย รวมถึงผ่านผิวหนังที่มีแผลหรือเยื่อบุ และวัตถุหรือพื้นผิวที่ปนเปื้อน WHO ระบุว่าคนที่ยังไม่มีอาการจะยังไม่แพร่เชื้อ และผู้ป่วยจะแพร่เชื้อได้ตราบที่ในเลือดยังมีไวรัส บุคลากรการแพทย์ติดเชื้อได้บ่อยเมื่อมาตรการป้องกันการติดเชื้อไม่เข้มงวด และพิธีศพที่สัมผัสร่างผู้เสียชีวิตโดยตรงก็เป็นอีกช่องทางหนึ่ง
จากสัตว์สู่คน WHO ระบุว่าค้างคาวผลไม้เชื่อกันว่าเป็นแหล่งตามธรรมชาติ คนอาจติดจากการสัมผัสเลือด สารคัดหลั่ง หรืออวัยวะของสัตว์ที่ติดเชื้อ เช่น ค้างคาวผลไม้ ลิง ชิมแปนซี กอริลลา ผู้เดินทางจึงควรเลี่ยงการสัมผัสสัตว์เหล่านี้และเลี่ยงการกินเนื้อดิบของสัตว์เหล่านี้
ระยะฟักตัวคือ 2-21 วันตามข้อมูลของ WHO อาการช่วงแรกมักมาเร็ว ได้แก่ ไข้ อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ และเจ็บคอ ต่อมาอาจอาเจียน ท้องเสีย ปวดท้อง ผื่น และมีสัญญาณว่าไตหรือตับทำงานผิดปกติ อาการเลือดออกพบน้อยกว่าที่หลายคนเข้าใจและมักเกิดช่วงหลัง WHO ย้ำว่าการได้รับการดูแลประคับประคองตั้งแต่เนิ่นๆ ช่วยชีวิตได้
ถ้ามีอาการเหล่านี้หลังกลับจากแอฟริกา ให้แจ้งประวัติการเดินทางและการสัมผัสผู้ป่วยกับสถานพยาบาลตั้งแต่ก่อนเข้ารับการตรวจ เพื่อให้บุคลากรเตรียมมาตรการป้องกันการติดเชื้อได้ทัน และไม่ควรรอให้อาการหนักก่อนติดต่อ

แนวทางผู้เดินทางของกรมควบคุมโรคอยู่ที่หน้าอีโบลา
กรมควบคุมโรคเปิดหน้าอีโบลาที่ ddc.moph.go.th/ebola เป็นศูนย์รวมเอกสารแนวทางสำหรับผู้เดินทางและสถานที่พัก มีเอกสารให้ดาวน์โหลดดังนี้
- คำแนะนำสำหรับผู้ที่เดินทางเข้าและออกประเทศไทยจากพื้นที่เขตติดโรคติดต่ออันตราย (SSR-3)
- คำแนะนำสำหรับผู้ที่เดินทางเข้าและออกประเทศไทยจากพื้นที่เสี่ยง (SSR-4)
- แนวทางปฏิบัติสำหรับผู้เดินทางที่มาจากเขตติดโรคติดต่ออันตราย (SSR-7)
- คำแนะนำสำหรับสถานประกอบการโรงแรมและที่พัก (SSR-1)
รายละเอียดเรื่องพื้นที่และมาตรการอยู่ในไฟล์แนวทางแต่ละฉบับ ผู้ที่จะเดินทางไปหรือกลับจากแอฟริกาควรเปิดอ่านไฟล์ที่เกี่ยวข้องด้วยตัวเอง และเปิดหน้าของกรมควบคุมโรคซ้ำก่อนออกเดินทางทุกครั้ง เพราะแนวทางอาจปรับตามสถานการณ์ แทนที่จะอ้างจากข่าวหรือต่อๆ กันมา
ผู้ที่เดินทางด้วยงานหรือท่องเที่ยวควรถามบริษัทนายจ้างหรือสายการบินถึงเงื่อนไขของประเทศปลายทางด้วย หากมีไข้หรืออาการตามที่ WHO ระบุหลังกลับจากพื้นที่ระบาด หรือกังวลเรื่องการสัมผัสผู้ป่วย ให้ปรึกษาแพทย์หรือโทรสายด่วนกรมควบคุมโรค
ที่มา: ศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคแห่งยุโรป (ECDC) หน้า Public health events, องค์การอนามัยโลก (WHO) เอกสารข้อเท็จจริงเรื่องโรคอีโบลา, กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข หน้าอีโบลาและเอกสารแนวทางผู้เดินทาง







