เมื่อวันที่ 15 ต.ค. 2569 ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ (Centers for Disease Control and Prevention หรือ CDC) ตีพิมพ์ผลศึกษาว่า วัคซีนไอกรน ชนิด DTaP ป้องกันไอกรนในเด็กเล็กได้แค่ไหนช่วงที่รัฐอลาสกาเกิดการระบาดปี 2567 เด็กอายุ 6 เดือน-6 ปีที่ฉีด 3 เข็มขึ้นไปมีประสิทธิผลวัคซีนประมาณ 96.2% (ช่วงความเชื่อมั่น 95% อยู่ที่ 89.6-98.6%) ส่วนเด็กที่ฉีดเพียง 1-2 เข็มอยู่ที่ประมาณ 85.3% ทั้งสองเป็นค่าประมาณจากกลุ่มตัวอย่างเล็ก
ตัวเลขนี้มาจากเด็กในสหรัฐฯ ใช้เทียบกับเด็กไทยตรงๆ ไม่ได้ แต่ช่วยให้พ่อแม่เห็นว่าการฉีดวัคซีนตามนัดมีผลอย่างไร และเป็นจังหวะดีที่จะเปิดบันทึกการฉีดวัคซีนของลูกเทียบกับตารางของกรมควบคุมโรค
ผลศึกษาวัคซีนไอกรนที่อลาสกาทำอย่างไรและพบอะไร
รายงานนี้ลงใน MMWR (Morbidity and Mortality Weekly Report) ของ CDC เป็นการศึกษาแบบจับคู่เปรียบเทียบ (matched case-control) ไม่ใช่การทดลองฉีดวัคซีนในเด็กกลุ่มใหญ่ ทีมวิจัยเก็บข้อมูลจากสถานพยาบาล 17 แห่งในอลาสกา เด็กที่เป็นกลุ่มผู้ป่วยมี 84 ราย ทุกรายยืนยันว่าเป็นไอกรนด้วยการตรวจในห้องปฏิบัติการ และเริ่มมีอาการระหว่าง 1 พ.ค.-30 พ.ย. 2567
กลุ่มเปรียบเทียบมี 229 ราย เป็นเด็กที่ไอเฉียบพลันเหมือนกัน แต่ตรวจเชื้อทางเดินหายใจอื่นแล้วไม่ใช่ไอกรน นักวิจัยจับคู่เด็กทั้งสองกลุ่มตามปีเกิดและสถานพยาบาลที่ไปรักษา แล้วเทียบประวัติฉีดวัคซีนของเด็กจากทะเบียนวัคซีนของรัฐ
ความต่างเห็นได้ชัดจากตัวเลขจริง ในกลุ่มผู้ป่วย 84 ราย มี 52 รายที่ไม่เคยฉีดวัคซีนไอกรนเลย คิดเป็น 61.9% และมีเพียง 21 รายที่ฉีด 3 เข็มขึ้นไป ส่วนในกลุ่มเปรียบเทียบ 229 ราย มีเพียง 28 รายที่ไม่เคยฉีด คิดเป็น 12.2% และมี 177 รายที่ฉีด 3 เข็มขึ้นไป เมื่อคำนวณแล้ว เด็กที่ไม่ได้ฉีดมีโอกาสเป็นไอกรนที่ยืนยันด้วยแล็บสูงกว่าเด็กที่ฉีด 3 เข็มขึ้นไปราว 26 เท่า (adjusted odds ratio 26.1, ช่วงความเชื่อมั่น 95% อยู่ที่ 9.6-70.9) ส่วนเด็กที่ฉีดเพียง 1-2 เข็มมีโอกาสสูงกว่าเด็กที่ฉีด 3 เข็มขึ้นไปราว 3.8 เท่า

ความหมายของตัวเลข 96% และข้อจำกัดของผลศึกษา
ค่า 96.2% คือประสิทธิผลวัคซีน (vaccine effectiveness) ของเด็กที่ฉีด 3 เข็มขึ้นไป ส่วนค่า 85.3% เป็นของเด็กที่ฉีด 1-2 เข็ม รายงานคำนวณจากการเทียบว่าเด็กที่ป่วยกับเด็กในกลุ่มเปรียบเทียบ ใครเคยฉีดวัคซีนมากกว่ากัน แล้วแปลงเป็นเปอร์เซ็นต์ที่บอกว่าโอกาสป่วยของเด็กที่ฉีดต่ำกว่าเด็กที่ไม่ได้ฉีดมากเพียงใด ดังนั้นตัวเลขนี้ไม่ได้แปลว่าเด็ก 100 คนที่ฉีด 3 เข็มขึ้นไปแล้วจะป่วย 4 คน
ทั้งสองค่าเป็นค่าประมาณจากกลุ่มตัวอย่างเล็ก จึงมีช่วงความเชื่อมั่นกำกับ ค่า 96.2% อยู่ในช่วง 89.6-98.6% และค่า 85.3% อยู่ในช่วง 64.4-94.0% ช่วงของเด็กที่ฉีด 1-2 เข็มกว้างกว่ามาก แปลว่าผลจริงอาจสูงหรือต่ำกว่าตัวเลขกลางพอสมควร
ผู้เขียนรายงานระบุข้อจำกัดไว้หลายข้อ ผลศึกษานี้ใช้ข้อมูลเฝ้าระวังโรค จึงไม่มีข้อมูลความรุนแรงของอาการ และบอกไม่ได้ว่าวัคซีนช่วยลดอาการหนักหรือการเสียชีวิตหรือไม่ กลุ่มเปรียบเทียบอาจมีเด็กที่เป็นไอกรนแต่ไม่ได้รับการตรวจ รายงานไม่ได้ประเมินว่าแม่ฉีดวัคซีนไอกรนระหว่างตั้งครรภ์หรือไม่ เด็กที่ฉีดวัคซีนนอกรัฐอาจถูกจัดสถานะผิด ตัวอย่างน้อยจนแยกวิเคราะห์ตามระยะเวลาหลังเข็มสุดท้ายไม่ได้ และผลใช้กับเด็กอายุ 6 เดือน-6 ปีที่ยืนยันด้วยแล็บเท่านั้น อาจใช้กับเด็กโตหรือผู้ป่วยอาการน้อยไม่ได้
ตารางวัคซีนที่มีไอกรนของไทยและวิธีเช็กบันทึกของลูก
รายงานของ CDC อ้างตารางที่สหรัฐฯ แนะนำ คือฉีด DTaP ที่อายุ 2, 4 และ 6 เดือน เข็มที่ 4 ที่ 15-18 เดือน และเข็มที่ 5 ที่ 4-6 ปี ของไทยมีจังหวะใกล้เคียงกัน แต่ใช้ชื่อวัคซีนต่างกันตามตารางของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ตารางที่เผยแพร่บนเว็บไซต์กรมควบคุมโรคเป็นฉบับปี 2565 วัคซีนที่มีส่วนป้องกันไอกรนมีดังนี้ ซึ่งรวมทั้งหมด 5 ครั้ง ไม่ใช่ 3 ครั้ง
- อายุ 2 เดือน DTP-HB-Hib ครั้งที่ 1 (วัคซีนรวมป้องกันคอตีบ บาดทะยัก ไอกรน ตับอักเสบบี และฮิบ)
- อายุ 4 เดือน DTP-HB-Hib ครั้งที่ 2
- อายุ 6 เดือน DTP-HB-Hib ครั้งที่ 3
- อายุ 1 ปี 6 เดือน DTP ครั้งที่ 4 (วัคซีนรวมป้องกันคอตีบ บาดทะยัก ไอกรน)
- อายุ 4 ปี DTP ครั้งที่ 5
วิธีเช็กง่ายที่สุดคือเปิดบันทึกการฉีดวัคซีนของลูก แล้วดูว่ามีชื่อวัคซีนและครั้งที่ตรงกับตารางนี้ครบตามอายุหรือยัง การที่ลูกได้ 3 เข็มขึ้นไปตามที่ผลศึกษาใช้เป็นเกณฑ์ ยังไม่ได้แปลว่าฉีดครบตามตารางของไทย ถ้าไม่แน่ใจว่าชื่อในสมุดหมายถึงเข็มไหน ให้ถามเจ้าหน้าที่ที่สถานพยาบาลที่ลูกไปฉีด
ควรระวังไม่เอาตัวเลขของอลาสกามาอ่านแทนผลของวัคซีนในไทย ผลศึกษานี้ทดสอบ DTaP ในเด็กสหรัฐฯ ช่วงที่มีการระบาดในรัฐหนึ่ง ไม่ได้ศึกษาวัคซีนตามตารางของไทย และไม่ได้บอกว่าไอกรนในไทยอยู่ในระดับใด ตารางที่ใช้อ้างอิงข้างต้นเป็นฉบับปี 2565 จึงควรถามสถานพยาบาลหรือกรมควบคุมโรคว่ามีการปรับกำหนดการล่าสุดหรือไม่
ถ้าลูกฉีดช้าหรือขาดเข็มควรทำอย่างไร
ตารางของกรมควบคุมโรคมีส่วนที่ว่าด้วยเด็กที่มารับวัคซีนล่าช้า และมีหมายเหตุชัดว่าวัคซีนที่ยังไม่ได้เริ่มตามกำหนดให้เริ่มเมื่อพบเด็กครั้งแรก วัคซีนที่ต้องฉีดหลายครั้ง ถ้าเด็กมาฉีดครั้งต่อไปช้า สามารถฉีดครั้งถัดไปได้เลยโดยไม่ต้องเริ่มนับครั้งที่ 1 ใหม่ และถ้าเด็กค้างวัคซีนหลายชนิด จะได้รับวัคซีนตามกำหนดให้ครบภายใน 1 ปี แล้วฉีดต่อตามตารางปกติ
หลักทั่วไปนี้ไม่ใช่คำแนะนำสำหรับเด็กรายใดรายหนึ่ง เพราะเข็มที่ต้องฉีดต่อและช่วงห่างระหว่างเข็มขึ้นอยู่กับประวัติของเด็กแต่ละคน พ่อแม่ที่พบว่าลูกขาดเข็มควรพาไปสถานพยาบาลที่ฉีดวัคซีนเด็ก ให้เจ้าหน้าที่ตรวจประวัติและกำหนดนัดให้ ก่อนเริ่มหรือเปลี่ยนการรักษาหรือการฉีดวัคซีนใดๆ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
ที่มา: รายงาน MMWR 2026;75:601-606 ของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ (CDC) และตารางกำหนดการให้วัคซีนตามแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคปี 2565 ของกองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข







