ผู้ที่วางแผนเดินทางหรือต่อเครื่องในแอฟริกาควรรู้ว่า การระบาดของอีโบลาสายพันธุ์ Bundibugyo ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกยังไม่หยุด ศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคแห่งยุโรป (ECDC) อัปเดตเมื่อ 29 ต.ค. 2569 ว่าคองโกมีผู้ป่วยยืนยันแล้ว 10,193 ราย เสียชีวิต 4,960 ราย และยังพบผู้ป่วยในเคนยากับไนจีเรียด้วย ส่วนยูกันดาประกาศสิ้นสุดการระบาดแล้ว
ตัวเลขของแต่ละประเทศมีความหมายไม่เหมือนกัน บางแห่งยังมีการแพร่เชื้อในพื้นที่ บางแห่งมีผู้ป่วยเพียงไม่กี่ราย และบางแห่งการระบาดจบไปแล้ว ส่วนมาตรการของไทยที่ด่านและการประเมินความเสี่ยงสำหรับประเทศไทย ต้องสอบถามกรมควบคุมโรคโดยตรง เพราะ ECDC ประเมินเฉพาะยุโรป
ความคืบหน้าล่าสุดของการระบาด
ข้อมูลล่าสุดของ ECDC ระบุว่าคองโกมีผู้ป่วยยืนยัน 10,193 ราย ส่วนผู้เสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับโรคมี 4,960 ราย สองตัวเลขนี้ตัดข้อมูลคนละวัน จึงไม่ควรนำมาหารเป็นอัตราตายเอง
ECDC ระบุว่ามีการแพร่ในชุมชนต่อเนื่องใน 8 จังหวัดของคองโก ได้แก่ Ituri, Nord-Kivu, Sud-Kivu, Tshopo, Haut-Uélé, Bas-Uélé, Sud Ubangi และ Nord Ubangi
ที่เคนยา ECDC รายงานผู้ป่วยยืนยัน 9 ราย เสียชีวิต 2 ราย ผู้ป่วยทุกรายเชื่อมโยงกับผู้ป่วยรายแรก รายล่าสุดถูกรายงานเมื่อวันที่ 20 ต.ค. หมายความว่าเคนยายังไม่มีผู้ป่วยรายใหม่ตามข้อมูลที่ ECDC เผยแพร่ ส่วนยูกันดา ECDC ระบุว่าการระบาดสิ้นสุดแล้ว จึงไม่ควรนับยูกันดารวมกับพื้นที่ที่ยังมีการระบาด
ไนจีเรียและยุโรป ผู้ป่วยนอกพื้นที่ระบาดหลัก
ECDC รายงานผู้ป่วยในไนจีเรีย ซึ่งเคยเดินทางไปยูกันดา ผู้ป่วยถูกอพยพทางการแพทย์ไปยังสวิตเซอร์แลนด์ และมีผู้สัมผัส 62 คนที่อยู่ในการติดตามอาการ
เรื่องวันที่พบผู้ป่วยในไนจีเรียยังไม่ชัด เพราะหน้าข้อมูลของ ECDC เองระบุทั้งวันที่ 20 ต.ค. และ 26 ต.ค. จึงยังสรุปวันที่แน่ชัดไม่ได้ ส่วนเส้นทางเดินทางของผู้ป่วย ECDC ระบุเพียงว่าเคยเดินทางไปยูกันดา
ในยุโรป ตั้งแต่เริ่มการระบาด มีผู้ป่วย 4 รายที่เชื่อมโยงกับคองโกถูกอพยพหรือนำเข้าไปยังสหภาพยุโรปและกลุ่มประเทศ EEA ได้แก่ เยอรมนี 2 ราย เนเธอร์แลนด์ 1 ราย และฝรั่งเศส 1 ราย ทั้งหมดเป็นบุคลากรสาธารณสุขหรือคนทำงานด้านมนุษยธรรม
ECDC ประเมินว่าโอกาสติดเชื้อของคนในสหภาพยุโรปและ EEA ที่อาศัยหรือเดินทางไปพื้นที่ระบาดอยู่ในระดับต่ำ ส่วนโอกาสติดเชื้อของคนที่อาศัยอยู่ในยุโรปต่ำมาก ECDC ประเมินเฉพาะยุโรป ส่วนการประเมินความเสี่ยงสำหรับประเทศไทยต้องดูจากกรมควบคุมโรค
อีโบลาแพร่ผ่านการสัมผัสโดยตรง และ BVD ยังไม่มีวัคซีน
องค์การอนามัยโลก (WHO) อธิบายว่า อีโบลาติดต่อผ่านการสัมผัสโดยตรงกับเลือดหรือสารคัดหลั่งของผู้ป่วยหรือผู้เสียชีวิต หรือสัมผัสวัตถุและพื้นผิวที่ปนเปื้อน เชื้ออาจเข้าสู่คนจากการสัมผัสใกล้ชิดกับสัตว์ที่ติดเชื้อ เช่น ค้างคาวกินผลไม้ ลิงชิมแปนซี และลิง พิธีฝังศพที่ต้องสัมผัสร่างผู้เสียชีวิตโดยตรงก็เป็นช่องทางแพร่เชื้อได้เช่นกัน
WHO ระบุว่าคนที่ยังไม่มีอาการจะยังไม่แพร่โรค ระยะฟักตัว คือช่วงตั้งแต่รับเชื้อจนเริ่มมีอาการ อยู่ระหว่าง 2 ถึง 21 วัน อาการมักเริ่มกะทันหัน เช่น ไข้ อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ และเจ็บคอ ต่อมาอาจอาเจียน ท้องเสีย ปวดท้อง ผื่น และไตกับตับทำงานผิดปกติ ส่วนอาการเลือดออกมักเกิดช่วงหลังของโรค
สายพันธุ์ในการระบาดครั้งนี้คือ Bundibugyo virus ซึ่งทำให้เกิดโรคที่ WHO เรียกว่า Bundibugyo virus disease (BVD) WHO ระบุว่ายังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาที่ได้รับการอนุมัติสำหรับ BVD มีเพียงผลิตภัณฑ์ที่อยู่ระหว่างพัฒนา วัคซีนอีโบลาที่ได้รับการอนุมัติ 3 ชนิดคือ Ervebo, Zabdeno และ Mvabea ใช้กับอีโบลาสายพันธุ์ Ebola virus เท่านั้น การดูแลแบบประคับประคอง เช่น ให้สารน้ำและรักษาตามอาการ ช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตได้ ส่วนสถานะของวัคซีนหรือยาเหล่านี้ในไทย ยังไม่มีข้อมูลยืนยัน

สิ่งที่ผู้เดินทางควรเช็กก่อนออกเดินทาง
สิ่งแรกที่ต้องเช็กคือเส้นทางเดินทางผ่านพื้นที่ที่ยังมีการระบาดหรือไม่ ตามข้อมูลของ ECDC พื้นที่ที่ยังมีการแพร่ในชุมชนคือ 8 จังหวัดของคองโกที่ระบุข้างต้น ยูกันดาประกาศสิ้นสุดการระบาดแล้ว ส่วนเคนยาและไนจีเรียมีผู้ป่วยที่ถูกรายงาน
สิ่งที่สองคือติดตามประกาศของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (ddc.moph.go.th) ซึ่งหน้าแรกมีเอกสาร PDF เรื่อง "การสื่อสารและการป้องกันการตื่นตระหนกในสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา" และมีสายด่วน 1422 ให้สอบถาม ส่วนมาตรการที่ด่านและรายชื่อประเทศเขตติดโรค ผู้ที่จะเดินทางควรสอบถามกรมควบคุมโรคโดยตรงก่อนออกเดินทาง
สิ่งที่สามคือหลักป้องกันตามคำแนะนำของ WHO ได้แก่ หลีกเลี่ยงการสัมผัสทางกายใกล้ชิดกับผู้ป่วยอีโบลา หลีกเลี่ยงสัมผัสค้างคาวกินผลไม้ ลิง และลิงใหญ่ที่ติดเชื้อ และไม่กินเนื้อดิบของสัตว์เหล่านี้ ผู้ที่ทำงานสาธารณสุขหรือมนุษยธรรมในพื้นที่ระบาดต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะทั้ง 4 รายที่ถูกส่งตัวไปยุโรปเป็นคนกลุ่มนี้
สิ่งสุดท้ายคือสังเกตอาการหลังกลับมา เพราะระยะฟักตัวนานถึง 21 วัน ถ้ามีไข้หรืออาการตามที่กล่าวมาหลังกลับจากพื้นที่ระบาด ให้แจ้งประวัติการเดินทางกับแพทย์ หรือสอบถามสายด่วน 1422 ของกรมควบคุมโรค และควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเริ่มหรือเปลี่ยนการรักษาใดๆ
ที่มา: ศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคแห่งยุโรป (ECDC) หน้าการระบาดอีโบลาหลายประเทศ อัปเดต 29 ต.ค. 2569, องค์การอนามัยโลก (WHO) เอกสารข้อมูล Ebola virus disease, กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข







