Digital Health หรือสุขภาพดิจิทัล คือการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยดูแลสุขภาพ องค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) ระบุว่ากำลังใช้พลังของเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมสุขภาพเพื่อยกระดับสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของประชากร ส่วนในไทย กระทรวงสาธารณสุขตั้งเป้าให้โรงพยาบาลในสังกัดใช้แพทย์ทางไกล บริการส่งยาถึงบ้าน และใบรับรองแพทย์ดิจิทัล เรื่องนี้จึงเกี่ยวกับผู้ป่วยที่ต้องไปโรงพยาบาลเป็นประจำโดยตรง
คำว่า Digital Health ครอบคลุมได้กว้าง ตั้งแต่แอปติดตามสุขภาพ การนัดหมายและปรึกษาแพทย์ผ่านระบบออนไลน์ ไปจนถึงเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ช่วยงานด้านสุขภาพ WHO เองมีโครงการหลายแบบในกลุ่มนี้ เช่น Global Initiative on AI for Health และแคมเปญ Be He@lthy, Be Mobile ข่าวนี้ดูกรอบแนวคิดของ WHO และมาตรฐานบริการของกระทรวงสาธารณสุขไทย
WHO วางกรอบ Digital Health ไว้อย่างไร
ยุทธศาสตร์โลกด้านสุขภาพดิจิทัล (Global Strategy on Digital Health) ได้รับการรับรองโดยสมัชชาอนามัยโลก (World Health Assembly) ในปี 2020 WHO อธิบายว่าเป็นแผนที่นำทางเชื่อมนวัตกรรมเข้ากับผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่ดีขึ้น และออกแบบให้ใช้ได้กับทุกประเทศสมาชิก รวมถึงประเทศที่เข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลได้จำกัด WHO เผยแพร่ยุทธศาสตร์ฉบับปี 2020-2027 เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 2568
เป้าหมายของยุทธศาสตร์คือส่งเสริมการมีสุขภาพดีและความเป็นอยู่ที่ดี WHO ระบุว่าโครงการสุขภาพดิจิทัลระดับชาติหรือระดับภูมิภาคต้องมียุทธศาสตร์ที่รัดกุมคอยนำทาง และต้องรวมทรัพยากรด้านการเงิน องค์กร บุคลากร และเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน WHO มองว่าสุขภาพดิจิทัลช่วยให้ระบบสุขภาพมีประสิทธิภาพและยั่งยืนขึ้น และช่วยให้การดูแลมีคุณภาพ ราคาเอื้อมถึง และเป็นธรรม
WHO ยอมรับด้วยว่าเป้าหมายเหล่านี้ทำได้ยาก โดยเฉพาะในประเทศรายได้ต่ำและรายได้ปานกลาง และวิจารณ์แนวคิดที่สร้างผลิตภัณฑ์ขึ้นก่อนแล้วหวังว่าผู้คนจะมาใช้เองว่าล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า บทบาทของ WHO คือผลักดันมาตรฐานที่ทำให้ระบบต่างๆ เชื่อมต่อและแบ่งปันข้อมูลกันได้ และช่วยประเทศต่างๆ จับคู่ความต้องการของตนกับนวัตกรรมที่เหมาะสม
กระทรวงสาธารณสุขไทยตั้งเป้าอะไรกับแพทย์ทางไกล
นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข แถลงเมื่อวันที่ 23 มี.ค. 2568 ว่าต้องการให้โรงพยาบาลในสังกัดใช้ระบบแพทย์ทางไกล (Telemedicine) ร่วมกับบริการส่งยาถึงบ้านผ่าน Health Rider และการออกใบรับรองแพทย์ดิจิทัล เป้าหมายคือลดความแออัดของผู้ป่วยนอก (OPD) ลงอย่างน้อย 5% ภายในเดือน ก.ย. 2568 (อ้างตามรายงานของ PPTV HD36 และฐานเศรษฐกิจ)
ฝั่งผู้ป่วย PPTV HD36 รายงานว่าบริการนี้ตั้งเป้าลดเวลารอ ลดการเดินทาง และลดค่าใช้จ่ายของผู้ป่วย ซึ่งเป็นภาระที่ผู้ป่วยโรคเรื้อรังและต้องมาพบแพทย์ต่อเนื่องเจอบ่อย
รายงานทั้งสองแห่งอ้างตัวเลขผู้ป่วยนอกเฉลี่ยต่อวัน โรงพยาบาลศูนย์มี 23,022 คนในปี 2565 ลดเหลือ 15,490 คนในปี 2566 และ 13,341 คนในปี 2567 ส่วนโรงพยาบาลทั่วไปมี 29,299 คน 20,303 คน และ 18,709 คน ตามลำดับ ตัวเลขชุดนี้ลดลงต่อเนื่องสามปี รายงานระบุว่าการใช้แพทย์ทางไกลช่วงโควิด-19 มีส่วนทำให้ผู้ป่วยนอกลดลง แต่ไม่ได้แยกว่าส่วนที่ลดลงมาจากแพทย์ทางไกลเท่าไร
มาตรฐานแพทย์ทางไกลที่หน่วยบริการต้องทำตาม
การดำเนินงานยึดตามประกาศสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง มาตรฐานการให้บริการของหน่วยบริการในการบริการการแพทย์และสาธารณสุขทางไกล พ.ศ. 2567 ตามที่ฐานเศรษฐกิจสรุปไว้ มาตรฐานนี้กำหนดให้หน่วยบริการมีผู้ประกอบวิชาชีพเพียงพอโดยไม่กระทบบริการหลัก ยืนยันตัวตนทั้งผู้ให้และผู้รับบริการก่อนเริ่มบริการ และมีระบบสื่อสารและนัดหมายที่ชัดเจน
ข้อที่เกี่ยวกับผู้ป่วยโดยตรงคือเรื่องการบันทึกและความยินยอม หน่วยบริการต้องบันทึกกระบวนการให้บริการทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นเสียง ภาพ ข้อความ หรือวิดีโอ และต้องแจ้งผู้รับบริการพร้อมขอความยินยอม นอกจากนี้ยังต้องมีมาตรฐานความปลอดภัยไซเบอร์และการจัดการความเสี่ยง มีบริการส่งยาและเวชภัณฑ์ไปถึงบ้านผู้ป่วย และมีการควบคุมดูแลบุคลากรให้ปฏิบัติตามกฎหมายวิชาชีพ
กระทรวงระบุว่าระบบผ่านแพลตฟอร์มสุขภาพดิจิทัล (Digital Health Platform) ซึ่งเข้าถึงได้ทางแอปหมอพร้อมและ LINE OA มีระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ตามมาตรฐาน PDPA ที่ ETDA และ DGA รับรอง

ผู้ใช้บริการควรรู้อะไรก่อนใช้
เมื่อใช้บริการแพทย์ทางไกลของหน่วยบริการภาครัฐ ผู้ป่วยควรคาดว่าจะถูกยืนยันตัวตนก่อนเริ่ม และจะได้รับแจ้งว่าการสนทนามีการบันทึก พร้อมการขอความยินยอม หากไม่มีขั้นตอนเหล่านี้ ผู้ป่วยสอบถามหน่วยบริการได้ว่าปฏิบัติตามมาตรฐานของกระทรวงหรือไม่ ข้อมูลสุขภาพเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่อ่อนไหว จึงควรใช้ช่องทางของหน่วยบริการที่ระบุชัดเจนเท่านั้น
สุขภาพดิจิทัลเป็นเครื่องมือช่วยให้เข้าถึงบริการได้สะดวกขึ้น ไม่ได้แทนการตรวจของแพทย์ในทุกกรณี เนื้อหานี้เป็นภาพรวมของนโยบายและมาตรฐาน ไม่ใช่คำแนะนำการรักษาเฉพาะบุคคล ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเริ่มหรือเปลี่ยนการรักษา
ที่มา: องค์การอนามัยโลก (WHO) หน้ายุทธศาสตร์โลกด้านสุขภาพดิจิทัล 2020-2025 และ 2020-2027 และหน้าหัวข้อ Digital Health, รายงานของ PPTV HD36 และฐานเศรษฐกิจเรื่องเป้าหมายแพทย์ทางไกลของกระทรวงสาธารณสุข (23 มี.ค. 2568)







