ปฐมภูมิที่มีอยู่ในระบบ แต่คนกรุงเทพฯ ไม่ได้ใช้
ในเชิงหลักการ บริการปฐมภูมิ (primary care) คือด่านแรกของระบบสุขภาพ ทำหน้าที่ดูแลอาการเจ็บป่วยทั่วไปอย่างต่อเนื่อง คัดกรองปัญหาที่ไม่ซับซ้อน และส่งต่อผู้ป่วยที่อาการหนักไปยังโรงพยาบาลระดับสูงขึ้นเฉพาะเมื่อจำเป็น TDRI และนักวิชาการด้านระบบสุขภาพชี้มาต่อเนื่องว่า ถ้าด่านนี้ทำงานได้จริง ภาระของโรงพยาบาลใหญ่จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ปัญหาของกรุงเทพฯ ไม่ใช่เรื่องบุคลากรไม่เก่งหรือประชาชนไม่ใส่ใจสุขภาพ แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง หน่วยบริการปฐมภูมิกระจายไม่ทั่วถึงเท่าระบบโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ที่ครอบคลุมพื้นที่ต่างจังหวัด ผลคือคนกรุงส่วนใหญ่ไม่มี "หมอประจำตัว" หรือ "หมอประจำครอบครัว" ที่ผูกกับที่อยู่อาศัยอย่างชัดเจน
เมื่อไม่มีจุดเริ่มต้นที่คุ้นเคยใกล้บ้าน พฤติกรรมที่ตามมาคือคนกรุงไม่มีนิสัยใช้บริการปฐมภูมิ และในหลายกรณีก็ไม่มีทางเลือกอื่นที่ชัดเจน นอกจากเดินทางไปโรงพยาบาลใหญ่โดยตรง แม้จะเป็นอาการเล็กน้อยที่ไม่จำเป็นต้องพบแพทย์เฉพาะทาง
ปลายทางของช่องว่าง คือห้องฉุกเฉินและ OPD ที่แออัด
ผลที่เห็นได้ชัดที่สุดอยู่ที่ปลายทาง ห้องฉุกเฉินและแผนกผู้ป่วยนอก (OPD) ของโรงพยาบาลใหญ่รับภาระเกินขีดความสามารถ ผู้ป่วยที่อาการหนักจริง ๆ ต้องรอคิวปะปนกับผู้ที่มาตรวจอาการหวัดทั่วไปหรือเจ็บป่วยเล็กน้อย ทั้งที่ทั้งสองกลุ่มควรได้รับบริการคนละระดับและคนละสถานที่
ภาพ "รอคิวครึ่งวันเพื่อพบแพทย์ไม่กี่นาที" จึงกลายเป็นประสบการณ์ร่วมของผู้ใช้บริการจำนวนมาก ไม่ใช่เพราะบุคลากรทำงานไม่เต็มที่ แต่เพราะจำนวนเจ้าหน้าที่และเตียงไม่สอดรับกับปริมาณผู้ป่วยที่ไหลเข้าสู่โรงพยาบาลระดับสูงโดยไม่ผ่านการคัดกรองที่ด่านแรก เมื่อทุกคนมุ่งตรงไปที่เดียวกัน ระบบจึงติดขัดตั้งแต่ต้นทาง
ทางออกที่ไทยกำลังวาง คลินิกชุมชนและการตรวจทางไกล
ช่องว่างนี้คือพื้นที่ของบริการปฐมภูมิรูปแบบใหม่ที่หน่วยงานรัฐกำลังผลักดัน เป้าหมายร่วมคือดึงผู้ป่วยอาการไม่รุนแรงออกจากโรงพยาบาลใหญ่ ให้ได้รับการดูแลใกล้บ้านก่อน
คลินิกชุมชนอบอุ่นและนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่
สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ขยายเครือข่ายคลินิกชุมชนอบอุ่นและหน่วยบริการนวัตกรรมภาคเอกชน ภายใต้นโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ ที่ให้ผู้มีสิทธิบัตรทองใช้บัตรประชาชนใบเดียวเข้ารับบริการหน่วยใกล้บ้านได้โดยไม่ต้องใช้ใบส่งตัว แนวคิดคือลดความแออัดในโรงพยาบาลด้วยการเพิ่มจุดเข้าถึงบริการระดับต้น
หมอ กทม. กับการตรวจทางไกล
ในระดับเมือง กรุงเทพมหานครพัฒนาแอปพลิเคชัน "หมอ กทม." ที่เปิดให้ผู้ป่วยปรึกษาแพทย์ผ่านวิดีโอคอลแบบเรียลไทม์ และรับยาทางไปรษณีย์หรือที่ร้านยาใกล้บ้าน Telemedicine ลักษณะนี้ช่วยลดการเดินทางและการรอคิวสำหรับอาการที่ไม่จำเป็นต้องตรวจร่างกายในห้องตรวจ
AI สนทนาเข้ามาที่จุดคัดกรองได้แค่ไหน
พัฒนาการล่าสุดในต่างประเทศเปิดความเป็นไปได้ใหม่ที่จุดคัดกรองเบื้องต้น เมื่อเดือนมกราคม 2569 OpenAI เปิดตัว ChatGPT Health พื้นที่สนทนาเฉพาะด้านสุขภาพที่เชื่อมเวชระเบียนและแอปสุขภาพอย่าง Apple Health ได้ พัฒนาร่วมกับแพทย์กว่า 260 คน โดยบริษัทย้ำว่าเครื่องมือนี้ออกแบบมาเพื่อ "สนับสนุน ไม่ใช่แทนที่" การรักษาของแพทย์ และไม่ใช่เครื่องมือวินิจฉัยหรือสั่งการรักษา
ข้อมูลจาก OpenAI เองระบุว่า คำถามด้านสุขภาพส่วนใหญ่เกิดขึ้นนอกเวลาทำการของคลินิก ในจังหวะที่ผู้ใช้กำลังตัดสินใจว่าจะรอนัดหมอหรือไปห้องฉุกเฉิน นี่คือจุดเดียวกับที่ระบบสุขภาพไทยมีช่องว่าง หากระบบสนทนาถูกออกแบบให้ช่วย triage หรือคัดกรองอาการเบื้องต้นก่อนถึงมือแพทย์ ก็อาจช่วยกระจายผู้ป่วยไปยังระดับบริการที่เหมาะสมตั้งแต่ต้นทาง
อย่างไรก็ตาม ความแม่นยำยังเป็นข้อจำกัดสำคัญ งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Medicine พบว่า ChatGPT Health ประเมินความรุนแรงของภาวะฉุกเฉินต่ำกว่าความเป็นจริงมากกว่าครึ่งหนึ่งของกรณีทดสอบ ซึ่งหมายความว่าการนำ AI มาใช้คัดกรองโดยไม่มีมนุษย์กำกับอาจสร้างความเสี่ยง การวางตำแหน่งที่เหมาะสมจึงเป็นการใช้เป็นชั้นคัดกรองก่อนถึงแพทย์ ไม่ใช่ใช้แทนการตัดสินใจทางคลินิก
การจะนำเครื่องมือลักษณะนี้มาเสริมระบบปฐมภูมิไทยจึงไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยีล้วน ๆ แต่ต้องอาศัยเจตจำนงทางนโยบายที่ชัดเจน ทั้งการลงทุนกับหน่วยบริการระดับต้นให้กระจายทั่วถึง การวางระบบส่งต่อที่เชื่อมคลินิกชุมชน Telemedicine และโรงพยาบาลเข้าด้วยกัน ไปจนถึงการกำกับมาตรฐานความปลอดภัยของเครื่องมือ AI ก่อนปล่อยให้ประชาชนใช้จริง ปัญหาช่องว่างปฐมภูมิในกรุงเทพฯ เป็นโจทย์เก่าที่ TDRI กดดันให้แก้มานาน และยังเป็นโจทย์ที่รอคำตอบเชิงนโยบายมากกว่ารอเทคโนโลยีตัวใหม่






