TDRI กำลังศึกษาอะไร
สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับมูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) จัดประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ "การยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันในอุตสาหกรรมเครื่องเทศและสมุนไพรไทย" ภายใต้โครงการศึกษาการปรับโครงสร้างภาคการส่งออกเพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทยในตลาดโลก ระยะที่ 2 โดยมีผู้เข้าร่วมจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงสาธารณสุข สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ สถาบันอาหาร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมถึงภาคเอกชนและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการ สนค. ระบุว่าเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกกว่าร้อยละ 50 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ แต่สินค้าส่งออกส่วนใหญ่ยังเป็นกลุ่มเกษตรพื้นฐานและวัตถุดิบที่มีความซับซ้อนต่ำ ซึ่งมีมูลค่าเพิ่มน้อย การศึกษาในระยะที่สองจึงมุ่งเป้าไปที่ภาคเกษตร ด้วยเป้าหมายยกระดับจากการส่งออกสินค้าเกษตรแบบดั้งเดิม ไปสู่การเป็นผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมอาหารและผลิตภัณฑ์แปรรูปมูลค่าสูง
เครื่องเทศและสมุนไพรถูกจัดเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ที่มีดัชนีศักยภาพตลาดโลกสูง โดย สนค. มองว่าหากไทยข้ามข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีการสกัดสารมาตรฐานในระดับกลางน้ำ และผลักดันอุตสาหกรรมแปรรูปปลายน้ำที่มีนวัตกรรมได้สำเร็จ ก็จะเป็นก้าวสำคัญไปสู่การเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ หรือ New S-Curve ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจฐานชีวภาพ
ตัวเลขที่ยืนยันว่าไทย "ขายถูก" จริง
ข้อมูลที่ สนค. รวบรวมไว้ก่อนหน้านี้ช่วยให้เห็นภาพชัดขึ้น การค้าสินค้าสมุนไพรของโลกแบ่งเป็นสามกลุ่มหลักตามพิกัดศุลกากร ได้แก่ พืชสมุนไพร สารสกัดจากสมุนไพร และน้ำมันหอมระเหย และในทั้งสามกลุ่มนี้ ไทยอยู่ในสถานะ "ผู้นำเข้าสุทธิ" ทุกกลุ่ม
พืชสมุนไพร: ส่งออกอันดับ 42 ของโลก
ในปี 2567 ตลาดส่งออกพืชสมุนไพรทั่วโลกมีมูลค่าราว 4,562.8 ล้านเหรียญสหรัฐ ผู้ส่งออกรายใหญ่คือจีน อินเดีย และแคนาดา ขณะที่ไทยส่งออกเพียง 18.5 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นอันดับ 42 ของโลก แต่กลับนำเข้าถึง 30.2 ล้านเหรียญสหรัฐ เท่ากับขาดดุลการค้าในกลุ่มนี้ 11.7 ล้านเหรียญสหรัฐ
สารสกัด: จุดที่ขาดดุลหนักที่สุด
กลุ่มสารสกัดจากสมุนไพรเป็นกลุ่มที่มีมูลค่าสูงกว่าและตลาดใหญ่กว่า โดยมีมูลค่าส่งออกทั่วโลก 8,345.2 ล้านเหรียญสหรัฐ จีนครองสัดส่วนราวหนึ่งในสี่ ตามด้วยอินเดียและสหรัฐฯ ส่วนไทยส่งออกได้เพียง 11.5 ล้านเหรียญสหรัฐ อยู่อันดับ 39 ของโลก แต่ต้องนำเข้าถึง 140.7 ล้านเหรียญสหรัฐ ขาดดุลการค้าในกลุ่มนี้ 129.2 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในบรรดาสินค้าสมุนไพรทั้งสามกลุ่ม
สาเหตุที่ สนค. ระบุไว้คือกระบวนการผลิตสารสกัดมีความซับซ้อนและต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ไทยจึงต้องพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลัก แม้จะมีวัตถุดิบเป็นของตัวเองอยู่แล้วก็ตาม กล่าวอีกอย่างคือ ไทยขายรากขมิ้นออกไปในราคาวัตถุดิบ แล้วซื้อสารสกัดเคอร์คูมินกลับเข้ามาในราคาสารเคมีมาตรฐาน
ตลาดโลกโตกว่าที่ไทยตามทัน
สนค. อ้างอิงข้อมูลจาก Euromonitor ว่าในปี 2567 มูลค่าการค้าปลีกสินค้าสมุนไพรในตลาดโลกอยู่ที่ประมาณ 60,589.8 ล้านเหรียญสหรัฐ เติบโตร้อยละ 4.6 จากปีก่อนหน้า และคาดว่าจะขึ้นไปแตะระดับ 78,395.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2572 โดยตลาดค้าปลีกรายใหญ่ที่สุดคือจีน รองลงมาคือสหรัฐฯ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และเยอรมนี ส่วนไทยมีมูลค่า 1,265.6 ล้านเหรียญสหรัฐ เติบโตร้อยละ 7.1 อยู่อันดับที่ 10 ของโลก
ตัวเลขนี้บอกสองเรื่องพร้อมกัน เรื่องแรกคือคนไทยเองบริโภคสมุนไพรมากพอจนติดอันดับสิบของโลก เรื่องที่สองคือช่องว่างระหว่างขนาดตลาดในประเทศกับความสามารถในการส่งออกนั้นกว้างมาก ตลาดในบ้านโตได้ด้วยความคุ้นเคยทางวัฒนธรรม แต่ตลาดนอกบ้านต้องการมาตรฐาน งานวิจัยรองรับสรรพคุณ และแบรนด์ที่ผู้บริโภคปลายทางรู้จัก ซึ่งเป็นคนละชุดความสามารถกัน
คอขวดอยู่ตรงกลางน้ำ ไม่ใช่ต้นน้ำ
สิ่งที่การประชุมของ สนค. และ TDRI ชี้ตรงกันคือ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ไทยปลูกไม่เก่งหรือไม่มีของ ความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาการใช้สมุนไพรเป็นจุดแข็งที่มีอยู่แล้ว ปัญหาอยู่ที่ช่วงกลางของห่วงโซ่ ได้แก่ เทคโนโลยีสกัดสารที่ได้มาตรฐาน การควบคุมคุณภาพให้สม่ำเสมอทุกล็อต และการรับรองมาตรฐานที่ประเทศผู้นำเข้ายอมรับ
สำหรับเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชน นี่คือจุดที่ราคาเปลี่ยน เพราะเมื่อไม่มีโรงสกัดมาตรฐานรองรับในประเทศ ผลผลิตที่ปลูกได้ก็ถูกขายเป็นวัตถุดิบสดหรือแห้งในราคาที่ผู้ซื้อกำหนด แต่ถ้ามีโรงงานกลางน้ำที่รับซื้อโดยอิงปริมาณสารสำคัญ แทนที่จะอิงน้ำหนักอย่างเดียว แรงจูงใจในการปลูกให้ได้คุณภาพก็จะเกิดขึ้นเอง เป็นกลไกเดียวกับที่ TDRI เคยเสนอในกรณีการรับซื้อมันสำปะหลังตามเปอร์เซ็นต์แป้ง
ทำไมต้องศึกษาพร้อมกับมันสำปะหลัง
การที่ TDRI ทำงานวิจัยให้ สนค. ทั้งเรื่องเครื่องเทศ-สมุนไพร และเรื่องพืชไร่อย่างมันสำปะหลังกับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ไม่น่าจะเป็นเรื่องบังเอิญ เพราะทั้งสองกรณีคือโจทย์เดียวกันในคนละสินค้า
มันสำปะหลังเป็นตัวอย่างที่ไทยทำสำเร็จมาแล้วส่วนหนึ่ง จากที่เคยส่งออกมันเส้นและมันอัดเม็ด ไทยขยับมาส่งออกแป้งมันสำปะหลังทั้งแบบดิบและแบบดัดแปร จนเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอันดับหนึ่งของโลกต่อเนื่องกว่าสี่ทศวรรษ โดยในปี 2567 ส่งออก 6.4 ล้านตัน มูลค่ากว่า 110,000 ล้านบาท แม้จะเผชิญโรคใบด่างและคู่แข่งจากประเทศเพื่อนบ้านที่หันมาพัฒนาอุตสาหกรรมแป้งมันเช่นกัน
บทเรียนจากมันสำปะหลังคือการขยับขึ้นห่วงโซ่มูลค่าต้องอาศัยการวิจัยและพัฒนาต่อเนื่องจากทั้งเอกชน สถาบันการศึกษา และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่นโยบายส่งเสริมการปลูก และบทเรียนอีกข้อคือ ความเป็นผู้ส่งออกอันดับหนึ่งไม่ได้ยั่งยืนตลอดไปหากไม่ขยับต่อ
สมุนไพรไทยจึงอยู่ตรงจุดที่มันสำปะหลังเคยอยู่เมื่อหลายสิบปีก่อน มีของ มีตลาดโลกที่กำลังโต และมีทางเลือกว่าจะขายวัตถุดิบต่อไป หรือจะลงทุนในกลางน้ำเพื่อให้ราคาที่เกษตรกรได้รับสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของสิ่งที่ปลูก คำถามไม่ใช่ว่าโลกต้องการสมุนไพรไทยหรือไม่ แต่คือไทยจะขายมันในรูปแบบไหน






