Panic Buying คือการแห่ซื้อสินค้าไปเก็บไว้เพราะกลัวว่าของจะขาด กรมการค้าภายในกำลังติดตามการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างต่อเนื่อง นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน แถลงเมื่อวันที่ 6 พ.ย. 2569 ว่าไม่พบสัญญาณสินค้าขาดแคลน แม้ห้างรายงานว่ายอดขายสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้นราว 5-10% ผู้ซื้อของเข้าบ้านจึงไม่จำเป็นต้องซื้อเก็บเกินความต้องการใช้จริง
ตัวเลข 5-10% เป็นยอดที่ห้างรายงานให้กรม สินค้าที่คนซื้อเพิ่ม เช่น น้ำดื่ม ข้าวสาร อาหารกระป๋อง และนม ส่วนจะแยกได้หรือไม่ว่าเป็นการแห่ซื้อเก็บจริงเท่าไร กรมระบุว่ายังสรุปไม่ได้ เพราะมีปัจจัยอื่นปนอยู่ด้วย ตัวเลขนี้จึงต้องอ่านพร้อมกับสาเหตุอื่น และต้องดูควบคู่กับสถานะของสต็อกสินค้า
ยอดขายเพิ่ม 5-10% มาจากอะไร กรมยังแยกสัดส่วนไม่ได้
กรมการค้าภายในประชุมกับห้างค้าส่งค้าปลีก ร้านสะดวกซื้อ ห้างท้องถิ่น และผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ เมื่อวันที่ 4 พ.ย. 2569 เพื่อประเมินว่าคนซื้อของมากขึ้นแค่ไหน และระบบผลิตกับกระจายสินค้ารับไหวหรือไม่ ผลที่พบคือยอดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคโดยรวมสูงกว่าช่วงปกติ
กรมชี้ว่ายอดที่เพิ่มขึ้นมีหลายปัจจัยหนุนพร้อมกัน ปัจจัยแรกคืออุทกภัยในบางพื้นที่ ซึ่งมีการซื้อสินค้าไปสำรอง ปัจจัยที่สองคือช่วงต้นเดือนที่เงินเดือนออก คนมีกำลังซื้อและจับจ่ายมากขึ้น ปัจจัยที่สามคือมาตรการของรัฐ ห้างท้องถิ่นมียอดจำหน่ายเพิ่มประมาณ 5% จากการใช้จ่ายผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและโครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40) กรมจึงยังสรุปไม่ได้ว่ายอดที่เพิ่มทั้งหมดเกิดจาก Panic Buying
อธิบดีกล่าวว่า จากการสอบถามห้าง มีสินค้าบางกลุ่มที่ซื้อเพิ่มขึ้นจริง ส่วนหนึ่งเพราะเงินเดือนออกจึงซื้อของเข้าบ้านมากขึ้น และบางคนซื้อเผื่อไว้เพราะได้ยินจากข่าว แต่ "ไม่ได้หวือหวามากนัก"
สำหรับผู้อ่าน ความหมายคือยอดขายที่เพิ่มอย่างเดียวบอกไม่ได้ว่ามีการตุนของ เพราะยอดนั้นปนอยู่กับการซื้อของตามปกติที่มากขึ้นในช่วงต้นเดือน และการใช้จ่ายผ่านมาตรการรัฐ กรมเองก็ยังไม่แยกสัดส่วนให้เห็นว่าส่วนไหนมาจากการตุนจริง
ผู้ประกอบการยืนยันสต็อกพอ เนื้อสัตว์ทรงตัวและผักสดส่วนใหญ่ราคาลดลง
จากการหารือ ผู้ประกอบการทุกรายยืนยันว่าปริมาณสินค้ายังเพียงพอต่อความต้องการ ห้างค้าส่งค้าปลีกและร้านสะดวกซื้อเตรียมสต็อกสินค้าไว้ในศูนย์กระจายสินค้า และจัดส่งไปยังสาขาต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ทำให้สินค้าที่ขายหมดบนชั้นวางมีของมาเติมต่อ
ฝั่งผู้ผลิตรายใหญ่ ผู้ประกอบการระบุว่าพร้อมเพิ่มกำลังการผลิต จัดเตรียมวัตถุดิบ และบริหารสินค้าคงคลังให้สอดคล้องกับความต้องการที่อาจสูงขึ้น หมายความว่าถ้าคนซื้อมากขึ้นอีก โรงงานยังปรับการผลิตรองรับได้ ไม่ต้องรอให้สินค้าในคลังหมดก่อนจึงค่อยเริ่มผลิตเพิ่ม
กรมกำชับให้ห้างเตรียมเซฟตี้สต็อก (สินค้าสำรองในคลัง) ให้เพียงพอ และเติมสินค้าบนชั้นวางไม่ให้ขาด อธิบดีระบุว่าทุกห้างรับไปดำเนินการแล้ว พร้อมขอให้ประชาชน "ตระหนักแต่อย่าตระหนก" และกรมจะติดตามสถานการณ์ใกล้ชิดต่อไป
ด้านราคา กรมระบุว่าสินค้ากลุ่มเนื้อสัตว์ราคาทรงตัว ส่วนผักสดส่วนใหญ่ราคาลดลง แปลว่าตอนนี้ยังไม่เห็นราคาสินค้าสดพุ่งขึ้นตามกระแสซื้อของ

Panic Buying คืออะไร และสินค้าขาดจริงดูจากอะไร
Panic Buying คือการแห่ซื้อสินค้าไปเก็บไว้เพราะกลัวว่าของจะขาด ส่วนสินค้าขาดตลาดหมายถึงของไม่ถึงชั้นวางหรือหาซื้อไม่ได้ต่อเนื่อง ยอดขายที่เพิ่มบอกแค่ว่าคนซื้อมากขึ้น สองเรื่องนี้ไม่เหมือนกัน กรมจึงดูทั้งตัวเลขยอดขาย สต็อกในศูนย์กระจายสินค้า และกำลังการผลิตของผู้ผลิตควบคู่กัน ผู้ซื้อทั่วไปสังเกตได้จากสัญญาณเหล่านี้
- ชั้นวางสินค้าชนิดเดิมว่างติดต่อกันหลายวัน ไม่ใช่ว่างเฉพาะช่วงที่ยังเติมของไม่ทัน
- ราคาสินค้าขยับสูงผิดปกติ เมื่อเทียบกับราคาที่เคยเห็นในร้านเดิม
- ห้างหรือร้านเริ่มจำกัดจำนวนที่ซื้อได้ต่อคน
- กรมหรือผู้ประกอบการออกมายอมรับว่าสินค้าบางรายการขาด ซึ่งตอนนี้กรมยังไม่พบสัญญาณดังกล่าว
ถ้าเห็นเพียงข้อเดียว เช่น ชั้นวางน้ำดื่มโล่งตอนเย็นวันหนึ่ง ยังสรุปไม่ได้ว่าของขาด เพราะห้างมีสต็อกในศูนย์กระจายสินค้าและส่งเติมสาขาอย่างต่อเนื่อง แต่ถ้าหลายข้อเกิดพร้อมกันและเกิดซ้ำหลายวัน ควรเริ่มระวังและตรวจกับข้อมูลที่กรมแถลง
เรื่องปริมาณที่ควรซื้อ ข้อมูลที่กรมเปิดเผยยังไม่มีตัวเลขกลาง ผู้อ่านจึงควรประเมินจากจำนวนคนในบ้านและของที่ใช้จริง ซื้อเพิ่มเท่าที่จำเป็นสำหรับครัวเรือน การซื้อเกินพอดีจะทำให้ยอดขายสูงขึ้นโดยไม่จำเป็น และอาจทำให้คนอื่นหาซื้อสินค้าได้ยากขึ้นในช่วงสั้นๆ
เจอขายแพงเกินควรร้องเรียนสายด่วน 1569
หากพบการจำหน่ายสินค้าที่ไม่เป็นธรรม เช่น ขายแพงผิดปกติในช่วงที่มีกระแสซื้อของ สามารถร้องเรียนสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 กรมระบุว่าจะส่งเจ้าหน้าที่สายตรวจลงพื้นที่ตรวจสอบ และกำกับติดตามต่อไป
เวลาแจ้ง ควรเตรียมชื่อร้านหรือสาขา ชนิดสินค้า และราคาที่พบ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบได้ตรงจุด ถ้าถ่ายภาพป้ายราคาหรือใบเสร็จไว้ได้ก็จะช่วยให้ระบุสินค้าและร้านได้ชัดขึ้น
ที่มา: กรมการค้าภายใน แถลงของอธิบดีกรมการค้าภายใน และผลการประชุมกับผู้ประกอบการห้างค้าส่งค้าปลีก ร้านสะดวกซื้อ ห้างท้องถิ่น และผู้ผลิตรายใหญ่







