ศูนย์ CI แรงงานเมียนมายังไม่ถูกยกเลิก และใบอนุญาตทำงานที่จะหมดอายุช่วง ก.พ.-มี.ค. 2570 จะต่ออายุให้ทำงานต่อเนื่องได้ถึง 13 ก.พ. 2572 ตามที่ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน แถลงเมื่อ 6 พ.ย. 2569 หลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว (คบต.) ช่วงเช้า เรื่องนี้เกี่ยวกับนายจ้างที่จ้างแรงงานเมียนมาโดยตรง เพราะเป็นตัวกำหนดว่าลูกจ้างจะทำงานต่อได้นานแค่ไหน
ทั้งหมดนี้เป็นคำแถลงหลังประชุม ยังไม่ใช่ประกาศฉบับเต็ม รายละเอียดวิธีต่ออายุและเอกสารที่ต้องใช้ยังไม่อยู่ในคำแถลง นายจ้างจึงควรตรวจขั้นตอนจริงกับกระทรวงแรงงานหรือกรมการจัดหางานก่อนดำเนินการ
เหตุผลที่รัฐไม่ยกเลิกศูนย์ CI แรงงานเมียนมา
ศูนย์ CI คือศูนย์ออกเอกสารรับรองบุคคล หน้าที่หลักคือยืนยันตัวตนของแรงงานต่างด้าวว่าเป็นคนสัญชาติใดจริง รัฐมนตรีอธิบายว่าการรับรองบุคคลเป็นเรื่องของประเทศต้นทาง เหมือนกรณีที่ไทยส่งแรงงานไปทำงานต่างประเทศ กระทรวงแรงงานอาจเป็นผู้อนุญาตให้ไปทำงานได้ แต่การยืนยันตัวบุคคลต้องเป็นหน้าที่ของประเทศต้นทางของแรงงานคนนั้น
รัฐมนตรีระบุว่าไทยมีพรมแดนติดกับเมียนมาและมีแรงงานจำนวนมาก การยืนยันว่าแรงงานเป็นคนสัญชาติเมียนมาจริงจึงสำคัญ และไทยไม่สามารถเข้าไปยืนยันตัวบุคคลแทนประเทศต้นทางได้ทั้งหมด รัฐมนตรีเข้าใจว่ากระบวนการ CI ต้องใช้บัตรประจำตัวประชาชนของประเทศต้นทาง เอกสารทะเบียนบ้าน และข้อมูลชีวมิติ (Biometrics) ประกอบกัน
รัฐมนตรียอมรับว่าถ้าไม่มีระบบนี้ ไทยก็ยืนยันตัวบุคคลเองได้ และเคยมีบางช่วงในอดีตที่ไทยเป็นผู้ยืนยันฝ่ายเดียว แต่ชี้ว่าถ้ากลับไปทางนั้นอาจเกิดปัญหาการสวมสิทธิ และกระทบความมั่นคงในการติดตามตัวแรงงาน รัฐมนตรียังระบุว่าศูนย์ CI ตั้งอยู่ในพื้นที่ของไทย และไทยมีอำนาจอธิปไตยเหนือพื้นที่นั้น 100% ซึ่งเป็นเหตุให้กระทรวงแรงงานห่วงเรื่องกฎระเบียบและกติกาการดำเนินงานของศูนย์
ส่วนข้อเสนอให้ยกเลิก CI แล้วใช้บัตรสีชมพูแทน รัฐมนตรีตอบว่าต้องพิจารณาอย่างละเอียด ตอนนี้ยังไม่มีการตัดสินใจ และยังไม่มีการยกเลิก CI หรือเปลี่ยนไปใช้บัตรสีชมพู รัฐมนตรีบอกว่าจะเน้นเจรจากับเมียนมาให้ปรับกระบวนการให้เป็นไปตามหลักสากลก่อน

ใบอนุญาตที่หมดต้นปี 2570 และการผ่อนผันแรงงาน 3 สัญชาติ
รัฐมนตรีแถลงว่าที่ประชุม คบต. เห็นชอบให้ต่ออายุใบอนุญาตทำงานที่จะสิ้นสุดช่วง ก.พ.-มี.ค. 2570 ให้ทำงานต่อเนื่องถึง 13 ก.พ. 2572 นายจ้างที่มีลูกจ้างต่างด้าวใบอนุญาตหมดในช่วงนั้นจึงมีเวลาวางแผนกำลังคนยาวขึ้น แต่ต้องรอดูว่ากระทรวงแรงงานจะออกประกาศและวิธีดำเนินการอย่างไร เพราะคำแถลงไม่ได้บอกขั้นตอนยื่น ค่าธรรมเนียม หรือเอกสาร
ที่ประชุมยังผ่อนผันให้แรงงาน 3 สัญชาติที่มีสถานะไม่ถูกต้องตามกฎหมาย กว่า 8 แสนคน อยู่ในไทยเป็นการชั่วคราวและทำงานได้อีก 1 ปี รัฐมนตรีให้เหตุผลว่าเพื่อให้เกิดการจ้างงานต่อเนื่องและภาคเอกชนดำเนินธุรกรรมได้ต่อ นอกจากนี้ที่ประชุมเพิ่มทางเลือกนำเข้าแรงงานจากศรีลังกาตามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เดิม เพื่อทดแทนแรงงานที่ขาดแคลน
เรื่องการเดินทางกลับประเทศต้นทาง รัฐมนตรีเล่าว่าตาม MOU กับเมียนมาและลาว แรงงานยังต้องกลับประเทศต้นทาง แต่ให้กลับไปเพียงชั่วครู่ คือเหยียบแผ่นดินแล้วเดินทางกลับเข้ามาทำงานต่อได้ทันที เพื่อลดภาระผู้ประกอบการไม่ให้แรงงานขาดช่วงการทำงาน และให้กลไกเศรษฐกิจของไทยเดินหน้าได้เร็ว
อีกกลุ่มที่ได้รับการผ่อนผันคือผู้หนีภัยสงครามจากเมียนมา ที่ประชุมให้อยู่ในอำเภอที่ตั้งพื้นที่พักพิงชั่วคราวได้ และขยายระยะเวลาทำงานจาก 1 ปีเป็น 2 ปี รัฐมนตรีระบุว่าเพื่อลดภาระภาครัฐในการดูแล และเปิดทางให้คนกลุ่มนี้เข้าสู่ตลาดแรงงานอย่างถูกกฎหมาย
รัฐมนตรียังบอกว่าเป้าหมายหลักของกระทรวงคือให้แรงงานทุกสัญชาติเข้ามาอยู่ในระบบและขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้อง เพื่อตรวจสอบตัวตนและที่อยู่อาศัยได้ และรัฐมีกลไกให้ต่ออายุแรงงานที่ผ่านการยืนยันตัวตนแล้วในบางกรณี ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี เพื่อไม่ให้กระทบภาคเอกชนและระบบเศรษฐกิจ
เงินส่งกลับ 25% ตามคำแถลงของฝ่ายไทย และประเด็นที่ยังไม่ชัด
ฝ่ายไทยระบุว่า มีการกำหนดให้แรงงานเมียนมาส่งรายได้กลับประเทศต้นทาง 25% และเรียกดูหลักฐานสลิปการโอนเงินย้อนหลังราว 3-6 เดือน เป็นเงื่อนไขในการออกเอกสาร CI รัฐมนตรีบอกว่าเงินที่โอนไม่ได้ไปถึงรัฐบาล แต่โอนให้ครอบครัวของแรงงาน ประเด็นนี้เป็นข้อกล่าวอ้างตามคำแถลงของฝ่ายไทย ยังไม่ปรากฏเอกสารจากฝั่งเมียนมาที่ยืนยันรายละเอียด
ท่าทีของกระทรวงแรงงานคือไม่เห็นด้วย รัฐมนตรีระบุว่าการนำเรื่องนี้มาเป็นเงื่อนไขออก CI ไม่ถูกต้องตามหลักการ เพราะการส่งเงินให้ครอบครัวเป็นสิทธิของคนที่ไปทำงานในต่างประเทศ กระทรวงเห็นว่าควรแก้ไขให้เป็นไปตามกติกาด้านแรงงานที่ยอมรับในระดับสากล
สิ่งที่ไทยทำไปแล้วคือเชิญเอกอัครราชทูตเมียนมาเข้าหารือ 2 ครั้ง และแสดงความห่วงใยต่อเอกอัครราชทูตอย่างชัดเจน ขั้นต่อไปกระทรวงกำลังเตรียมหนังสือทางการส่งผ่านกระทรวงการต่างประเทศไปยังกระทรวงแรงงานเมียนมา พร้อมหนังสืออีกฉบับถึงสถานเอกอัครราชทูตเมียนมาประจำประเทศไทย เพื่อแจ้งว่าไทยไม่เห็นด้วยและขอให้หารือแก้ปัญหา รัฐมนตรีบอกว่าจะพบปะหารือกับเอกอัครราชทูตและผู้เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง
ที่ยังไม่ชัดมีหลายข้อ เงื่อนไขนี้ออกตามประกาศฉบับใดและบังคับใช้อย่างไรยังไม่ปรากฏในคำแถลง จำนวนแรงงานที่ทำ CI แล้วหรือได้รับผลกระทบก็ยังไม่มีตัวเลขจากหน่วยงาน และยังไม่รู้ว่าเมียนมาจะตอบหนังสือของไทยอย่างไร นายจ้างที่มีลูกจ้างรอทำ CI ควรสอบถามความคืบหน้ากับหน่วยงานที่ดูแลโดยตรง
สิ่งที่นายจ้างควรตรวจและติดตามต่อ
สิ่งที่ทำได้ทันทีคือตรวจวันหมดอายุใบอนุญาตทำงานของลูกจ้างแต่ละคน ว่าคนไหนอยู่ในช่วง ก.พ.-มี.ค. 2570 ที่รัฐมนตรีแถลงว่าจะต่ออายุให้ และแยกลูกจ้างกลุ่มที่สถานะไม่ถูกต้องซึ่งอยู่ในกลุ่มผ่อนผัน 1 ปีออกมาดูต่างหาก พร้อมติดตามประกาศจากกระทรวงแรงงาน
ระหว่างนี้อย่าเพิ่งถือว่าขั้นตอนต่ออายุเริ่มแล้ว เพราะยังไม่มีรายละเอียดเรื่องวิธียื่น เอกสาร และค่าธรรมเนียมในคำแถลง ควรติดตามประกาศจากกระทรวงแรงงานหรือกรมการจัดหางานโดยตรง และตรวจให้แน่ใจว่าตัวเลข 13 ก.พ. 2572 และการผ่อนผันแรงงาน 3 สัญชาติ มีผลตามประกาศจริงก่อนวางแผนจ้างงานระยะยาว
ประเด็นที่ต้องติดตามต่อมี 3 เรื่อง คือประกาศหรือแนวปฏิบัติที่ออกตามมติ คบต. ผลการส่งหนังสือและการหารือกับเมียนมาเรื่องเงื่อนไขส่งเงินกลับ 25% และการตัดสินใจเรื่องข้อเสนอเลิก CI แล้วใช้บัตรสีชมพูแทน ซึ่งรัฐมนตรีบอกว่ายังต้องพิจารณาอย่างละเอียด
ที่มา: คำแถลงของ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน หลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว (คบต.) เมื่อ 6 พ.ย. 2569







