สุขภาพ

ขี้ลืมบ่อยในยุคมือถือ เพราะข้อมูลล้นหรือความเครียด

ปรับปรุงล่าสุด:

ขี้ลืมบ่อยในยุคมือถือ ไม่ได้แปลว่าสมองเสื่อมเสมอไป ดูผลสำรวจ งานวิจัยเรื่องความเครียด และสัญญาณที่ควรไปหาหมอ

ขี้ลืมบ่อยในยุคมือถือ เพราะข้อมูลล้นหรือความเครียด

คนที่รู้สึกว่าตัวเองขี้ลืมมากขึ้น ทั้งที่แต่ละวันต้องรับข้อมูลจากมือถือและงานไม่หยุด ไม่ได้อยู่คนเดียว ผลสำรวจของบริษัทความปลอดภัยไซเบอร์แคสเปอร์สกี้ (Kaspersky) พบว่าผู้ใหญ่ชาวยุโรปกว่าครึ่งจำเบอร์โทรของลูกหรือที่ทำงานไม่ได้ถ้าไม่เปิดมือถือดู ส่วนงานทบทวนวิจัยด้านประสาทวิทยาชี้ว่าความเครียดเรื้อรังทำให้การทำงานของสมองส่วนหน้าอ่อนลง แต่หลักฐานส่วนใหญ่มาจากการทดลองในสัตว์ ยังไม่ใช่ข้อสรุปในคน

บทความนี้แยกให้เห็นว่าอะไรที่มีข้อมูลรองรับ อะไรที่ยังไม่ชัด และการลืมแบบไหนที่ไม่ควรปล่อยผ่าน

ขี้ลืมเพราะฝากความจำไว้กับมือถือ

แคสเปอร์สกี้ใช้คำว่า Digital Amnesia (ภาวะลืมเพราะฝากข้อมูลไว้กับอุปกรณ์ดิจิทัล) เรียกประสบการณ์ที่เราลืมข้อมูลซึ่งไว้ใจให้อุปกรณ์จำแทน ตัวเลขจากผลสำรวจของบริษัทระบุว่า ผู้ใหญ่ชาวยุโรปที่ตอบแบบสอบถามกว่าครึ่งจำเบอร์โทรลูกหรือเบอร์ที่ทำงานไม่ได้ถ้าไม่เช็กมือถือ และราวหนึ่งในสามจำเบอร์คู่ชีวิตไม่ได้

ผลสำรวจชุดเดียวกันบอกด้วยว่า 91% ของชาวอเมริกันที่ตอบยอมรับว่าพึ่งอินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์เป็นเครื่องมือช่วยจำ ส่วนชาวยุโรป 79.5% ใช้อินเทอร์เน็ตเป็นหนังสืออ้างอิงสำหรับทุกเรื่อง และ 61% บอกว่าต้องการคำตอบเร็วจนไม่มีเวลาไปห้องสมุดหรือเปิดหนังสือ ยังไม่มีตัวเลขของไทยจากการสำรวจชุดนี้

ควรอ่านตัวเลขเหล่านี้อย่างระวัง เพราะเป็นผลสำรวจที่บริษัทเอกชนทำ ถามจากความรู้สึกและพฤติกรรมที่ผู้ตอบเล่าเอง ไม่ได้วัดการทำงานของสมองโดยตรง สิ่งที่ผลสำรวจบอกได้คือคนจำนวนมากฝากข้อมูลไว้กับมือถือจนไม่ได้จำเอง ยังไม่ได้พิสูจน์ว่าการทำแบบนี้ทำให้สมองเสื่อมลง บล็อกของแคสเปอร์สกี้เองก็ระบุว่าการลืมไม่ใช่เรื่องไม่ดีเสมอไป เพราะสมองมีความจุจำกัด

ผลสำรวจ ฝากความจำไว้กับมือถือ / 91 % ของชาวอเมริกันใช้ช่วยจำ / 79.5 % ของชาวยุโรปใช้อ้างอิง / 61 % ต้องการคำตอบเร็ว
ผลสำรวจบอกพฤติกรรมการพึ่งมือถือ แต่ยังไม่พิสูจน์ว่าสมองเสื่อมลง

ความเครียดเรื้อรังกับความจำใช้งาน

อีกด้านของเรื่องนี้คือความเครียด งานทบทวนวิจัยเรื่อง Chronic Stress Weakens Connectivity in the Prefrontal Cortex: Architectural and Molecular Changes โดยเอลิซาเบธ วู (Elizabeth Woo) และคณะ ตีพิมพ์ในวารสาร Chronic Stress เมื่อปี 2564 สรุปว่าความเครียดรุนแรงทำให้สมองส่วนหน้า (prefrontal cortex) ทำงานแย่ลง ส่วนนี้เกี่ยวกับความจำใช้งาน (working memory) ซึ่งต้องอาศัยการส่งสัญญาณของเซลล์ประสาทอย่างต่อเนื่อง

งานวิจัยอธิบายว่าเมื่อเครียดเฉียบพลัน สมองหลั่งสารกลุ่มคาเทโคลามีน (catecholamine) เช่น นอร์เอพิเนฟริน (norepinephrine) และโดพามีน (dopamine) ในปริมาณสูง สารเหล่านี้ลดการส่งสัญญาณต่อเนื่องที่ความจำใช้งานต้องใช้ ถ้าความเครียดเป็นแบบเรื้อรังและควบคุมไม่ได้ ผู้เขียนระบุว่าเซลล์ประสาทในสมองส่วนหน้าสูญเสียหนามเดนไดรต์ (spine) ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างเซลล์ ทำให้วงจรเชื่อมต่อกันอ่อนลง

ต้องอ่านข้อสรุปนี้ให้ครบ งานทบทวนฉบับนี้ระบุว่าหลักฐานเรื่องหนามเดนไดรต์หายจากความเครียดเรื้อรังมาจากการทดลองในสัตว์ฟันแทะเป็นหลัก หลักฐานในคนมีจำกัด เช่น การศึกษานักศึกษาแพทย์ที่เจอความเครียดเรื้อรังระดับไม่รุนแรงแล้วพบการเชื่อมต่อของสมองลดลง ส่วนหลักฐานด้านความจำใช้งานในคนมาจากการศึกษาความเครียดเฉียบพลันเป็นหลัก งานนี้ไม่ได้พิสูจน์โดยตรงว่าความเครียดเรื้อรังทำให้ความจำใช้งานของคนเสียไป

ข่าวดีที่งานวิจัยระบุคือ ในสัตว์ฟันแทะ หนามเดนไดรต์ที่หายไปฟื้นกลับมาได้หลังพ้นช่วงเครียดไปนานพอ แต่ความสามารถในการฟื้นลดลงตามอายุ ซึ่งยังเป็นผลจากการทดลองในสัตว์เช่นกัน จึงยังบอกไม่ได้ว่าในคนจะฟื้นได้เท่าไรหรือเร็วแค่ไหน

ขี้ลืมแบบไหนที่ควรไปพบแพทย์

การลืมเบอร์โทรหรือของที่วางไว้ไม่ได้แปลว่าป่วยเสมอไป แต่ความจำเสื่อมมีสาเหตุได้หลายอย่าง ข้อมูลจากเมดไลน์พลัส (MedlinePlus) หน่วยงานข้อมูลสุขภาพของห้องสมุดการแพทย์แห่งชาติสหรัฐฯ ระบุว่าอาการลืมเกิดได้หลังเหตุการณ์ที่เครียดจัดหรือสะเทือนใจ เกิดร่วมกับภาวะซึมเศร้าหรือโรคทางจิตเวชอื่น และเกิดจากแอลกอฮอล์ ยาที่แพทย์สั่ง หรือสารเสพติด การใช้ยากล่อมประสาทบางกลุ่มมากเกินไปก็เป็นสาเหตุได้

เมดไลน์พลัสบอกว่าวัยที่มากขึ้นทำให้ลืมได้บ้าง แต่ไม่ทำให้ความจำเสียอย่างรุนแรง ส่วนความจำเสื่อมที่รุนแรงอาจกระทบกิจวัตรประจำวัน และอาจเป็นสัญญาณของภาวะสมองเสื่อม หรือเกิดจากโรคหลอดเลือดสมอง รวมถึงภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว (TIA) แพทย์จะถามว่าอาการเกิดขึ้นกะทันหันหรือค่อยเป็นค่อยไป เพราะช่วยบอกสาเหตุได้

สำหรับคนที่ลืมบ่อยขึ้นในช่วงงานหนักหรือเครียด เป็นไปได้ว่าความเครียดและการพึ่งมือถือมีส่วน แต่ถ้าการลืมรุนแรงจนกระทบการใช้ชีวิต เกิดขึ้นกะทันหัน หรือมีอารมณ์ซึมเศร้าร่วมด้วย ควรไปพบแพทย์ให้ตรวจแทนการเดาเอง และควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนหยุดหรือเปลี่ยนยาที่ใช้อยู่

สรุปให้ตรงกับที่หลักฐานบอก

สิ่งที่มีหลักฐานรองรับคือ คนจำนวนมากฝากความจำไว้กับมือถือ และความเครียดรุนแรงกระทบการทำงานของสมองส่วนที่เกี่ยวกับความจำใช้งาน อย่างน้อยในสัตว์ทดลอง ส่วนในคน หลักฐานเรื่องความเครียดเรื้อรังกับความจำใช้งานยังจำกัด

การลืมเป็นครั้งคราวจึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติเสมอไป บล็อกของแคสเปอร์สกี้ชี้ว่าสมองมีความจุจำกัด แต่ถ้าการลืมเริ่มกระทบชีวิตประจำวัน ควรให้แพทย์ตรวจหาสาเหตุ

ที่มา: บล็อกแคสเปอร์สกี้ (Kaspersky) เรื่อง How to Survive in the Digital Amnesia World, งานทบทวนวิจัย Chronic Stress Weakens Connectivity in the Prefrontal Cortex: Architectural and Molecular Changes (Woo และคณะ, วารสาร Chronic Stress, 2564) ผ่านฐานข้อมูล PubMed Central, และบทความเรื่องการสูญเสียความจำของเมดไลน์พลัส (MedlinePlus)

บทความที่เกี่ยวข้อง