ผู้ใช้รถไฟฟ้าในกรุงเทพมหานคร (กทม.) และปริมณฑลจะจ่ายค่าโดยสารสูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยวตลอดปี 2570 หลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 3 พ.ย. 2569 อนุมัติมาตรการอัตราค่าโดยสารร่วม ค่าแรกเข้าตามสัญญาเดิมต้องไม่เกิน 17 บาท และจะไม่คิดค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน มาตรการครอบคลุมรถไฟฟ้าทุกสายในพื้นที่ดังกล่าว
นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้แถลงมติ ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ
ค่าโดยสารรถไฟฟ้า 45 บาทคือเพดานต่อเที่ยว ไม่ใช่ราคาเหมา
ตัวเลข 45 บาทในมติ ครม. คืออัตราค่าโดยสารสูงสุดต่อเที่ยว สเปซบาร์ (Spacebar) ระบุว่าไม่ใช่อัตราเหมาจ่ายที่ทุกคนต้องจ่ายเท่ากัน ถ้าเดินทางไกลหรือต่อหลายสายจนค่าโดยสารรวมสูงเกิน 45 บาท ก็จะจ่ายไม่เกิน 45 บาท แต่เพดานไม่ได้ทำให้ค่าโดยสารที่ต่ำกว่า 45 บาทอยู่แล้วลดลงไปอีกโดยอัตโนมัติ
มติกำหนดอีกเรื่องควบคู่กัน คือค่าแรกเข้าตามสัญญาเดิมต้องไม่เกิน 17 บาท และต้องไม่คิดค่าแรกเข้าซ้ำซ้อนเมื่อต่อสาย เรื่องหลังนี้เกี่ยวกับคนที่ต้องเปลี่ยนสายระหว่างเดินทาง เพราะเมื่อเดินทางเชื่อมต่อหลายสาย มาตรการนี้ตั้งใจตัดส่วนซ้ำซ้อนของค่าแรกเข้าออก
มาตรการใช้กับโครงข่ายรถไฟฟ้าทุกสายในเขต กทม. และปริมณฑล ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. ถึง 31 ธ.ค. 2570 รวมระยะเวลา 1 ปี ตามมติคณะกรรมการขับเคลื่อนการดำเนินนโยบายการกำหนดอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าเพื่อลดภาระค่าครองชีพประชาชน ครั้งที่ 2/2569 ชื่อของคณะกรรมการบอกเหตุผลของมาตรการได้ตรงๆ คือการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน
ครม. มอบหมายให้กรมการขนส่งทางราง สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กทม. และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เร่งดำเนินงานตามแผน เพื่อให้มาตรการเริ่มได้ต้นปี 2570

ใครได้ประโยชน์จริง และใครอาจไม่ประหยัดเพิ่ม
คนที่ได้ประโยชน์ชัดที่สุดคือผู้ที่ต้องต่อรถไฟฟ้าหลายสายเพื่อไปทำงานหรือไปเรียน สเปซบาร์ชี้ว่าประโยชน์สำคัญอยู่ที่การลดภาระเมื่อเดินทางเชื่อมต่อหลายสาย เพราะค่าแรกเข้าไม่ถูกคิดซ้ำ และค่าโดยสารรวมต่อเที่ยวมีเพดานกำกับ
เมื่อมาตรการอยู่ภายใต้คณะกรรมการที่ตั้งขึ้นเพื่อลดภาระค่าครองชีพ การกำหนดเพดานสูงสุดต่อเที่ยวจึงทำหน้าที่ลดรายจ่ายค่าเดินทางโดยตรง โดยเฉพาะกับคนที่ต้องใช้รถไฟฟ้าทุกวัน และเดินทางข้ามหลายสายเป็นประจำ
ฝั่งที่อาจไม่ประหยัดเพิ่มคือผู้ที่เดินทางเส้นทางสั้น หรือใช้สายเดียวซึ่งค่าโดยสารเดิมไม่ถึง 45 บาทอยู่แล้ว เพราะเพดานไม่ได้ปรับตัวเลขที่ต่ำกว่านั้นลง สเปซบาร์ระบุว่าจำนวนเงินที่แต่ละคนประหยัดได้ขึ้นอยู่กับเส้นทางและค่าโดยสารที่จ่ายอยู่เดิม
วิธีประเมินให้ตรงกับตัวเองที่สุดคือดูค่าโดยสารที่จ่ายจริงต่อเที่ยวในเส้นทางประจำ แล้วเทียบกับเพดาน 45 บาท ถ้าค่าโดยสารรวมเกิน 45 บาทหรือมีการจ่ายค่าแรกเข้าหลายครั้ง นั่นคือกลุ่มที่มาตรการนี้ออกแบบมาเพื่อช่วย
งบ 5,807 ล้านบาท และเงื่อนไขประเมินผลหลัง 6 เดือน
ครม. รับทราบประมาณการค่าใช้จ่ายของมาตรการตลอดปี 2570 ในกรอบวงเงิน 5,807 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินชดเชยค่าโดยสาร 5,785 ล้านบาท และค่าธรรมเนียมการโอนเงินคืนให้ประชาชนต่อรายการธุรกรรม 22 ล้านบาท
ตัวเลขนี้ยังเป็นประมาณการ ครม. เพียงรับทราบ และให้ สนข. เสนอขอรับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 จากงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น สนข. ยังเป็นหน่วยงานหลักบริหารการจ่ายเงินอุดหนุนตามที่เกิดขึ้นจริง สเปซบาร์ระบุว่าการใช้จ่ายจริงจะขึ้นอยู่กับการเดินทางและการชดเชยที่เกิดขึ้น
มติยังกำหนดให้ รฟม. และ กทม. รวบรวมข้อมูลปริมาณการเดินทางและรายได้จริง พร้อมประเมินผู้โดยสารส่วนเพิ่ม (Induced Demand) หรือจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นจากมาตรการ เป็นเวลา 6 เดือน
ข้อมูลชุดนี้ใช้เจรจาส่วนแบ่งรายได้ค่าโดยสาร เพื่อให้ผู้ประกอบการแบ่งรายได้คืนภาครัฐในสัดส่วนที่เหมาะสมและเป็นธรรม แล้วรายงานผลให้ ครม. ทราบต่อไป ผลเจรจายังไม่มี เพราะต้องรอข้อมูลหลังมาตรการเริ่มใช้
ตอนนี้ไปถึงขั้นไหนแล้ว
ตอนนี้ ครม. อนุมัติหลักการ เพดานค่าโดยสาร และระยะเวลาของมาตรการ พร้อมรับทราบกรอบวงเงินแล้ว ส่วนงบประมาณยังอยู่ในขั้นที่ สนข. ต้องเสนอขอรับจัดสรร ยังไม่ใช่เงินที่ได้รับจัดสรรแล้ว
สิ่งที่ยังไม่ชัดคือรายละเอียดการใช้งานจริง สเปซบาร์ระบุว่าวิธีใช้สิทธิ ช่องทางชำระเงิน และขั้นตอนคืนเงิน ยังรอคำชี้แจงจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ
ตามแผนเดิมที่พีพีทีวี (PPTV) รายงานเมื่อ 10 ต.ค. 2569 กระทรวงคมนาคมตั้งเป้าให้เริ่มวันแรกของช่วงมาตรการ โดยรองรับการจ่ายผ่านบัตร EMV ซึ่งเป็นบัตรชำระเงินที่ใช้กันในระดับสากล ให้ รฟม. บริหารระบบส่วนกลาง และให้ธนาคารกรุงไทยดูแลระบบหลังบ้านรวมถึงการคำนวณค่าโดยสารระหว่างผู้ให้บริการแต่ละราย แผนนั้นระบุว่าสายสีเขียวใช้บัตร Rabbit อยู่ และกระทรวงกำลังหารือเรื่องการเชื่อมเข้าระบบ EMV จึงเป็นแผนในตอนนั้น ไม่ใช่ผลที่ยืนยันแล้ว ผู้อ่านควรติดตามประกาศจาก รฟม. กทม. สนข. กรมการขนส่งทางราง และธนาคารกรุงไทย ก่อนมาตรการเริ่ม
ที่มา: มติ ครม. ตามคำแถลงของรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี







