ตั้งแต่วันที่ 16 ต.ค. 2569 เจ้าหน้าที่เปิดกระเป๋าโหลดของผู้โดยสารเพื่อตรวจได้โดยไม่ต้องตรวจต่อหน้าเจ้าของกระเป๋า หากเครื่องเอกซเรย์พบวัตถุต้องสงสัย นี่คือกฎใหม่ตรวจกระเป๋าโหลดของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท. หรือ Civil Aviation Authority of Thailand, CAAT) ผู้ที่จะเช็กอินกระเป๋าขึ้นเครื่องจึงควรรู้ว่าเจ้าหน้าที่เปิดได้ในกรณีไหน ควรเตรียมกระเป๋าอย่างไร และถ้ากระเป๋าถูกเปิดต้องทำอะไรต่อ
กฎใหม่ตรวจกระเป๋าโหลด กพท. เริ่มใช้เมื่อไร และเจ้าหน้าที่เปิดกระเป๋าได้ตอนไหน
กฎนี้มีผลใช้แล้ว และเจ้าหน้าที่เปิดกระเป๋าโหลดได้เฉพาะเมื่อเอกซเรย์พบวัตถุต้องสงสัย หรือสิ่งที่อาจกระทบความปลอดภัยการบิน กฎนี้คือประกาศ กพท. เรื่อง การตรวจค้นสัมภาระลงทะเบียนที่จะบรรทุกไปกับอากาศยาน พ.ศ. 2569 เผยแพร่เมื่อ 19 ก.พ. 2569 สัมภาระลงทะเบียนในประกาศนี้ก็คือสิ่งที่ผู้โดยสารเรียกกันว่ากระเป๋าโหลด
ประกาศอ้างอำนาจตามข้อ 9(14) ของข้อกำหนดของ กพท. ฉบับที่ 113 ที่แก้ไขโดยฉบับที่ 120 รายละเอียดฉบับเต็มอยู่ในไฟล์ประกาศบนเว็บไซต์ กพท. ส่วนผู้โดยสารที่อยากเข้าใจภาพรวมโดยไม่ต้องอ่านข้อกำหนด กพท. ออกข่าวชี้แจงของ กพท. (CAAT NEWS 28/2569) เล่าหลักการสำคัญไว้ให้อ่านง่ายกว่า
ข่าวชี้แจงระบุว่านี่ไม่ใช่การตรวจค้นผู้โดยสารทั่วไป กระเป๋าที่ผ่านเอกซเรย์โดยไม่มีสิ่งผิดสังเกตจึงไม่เข้าข่ายถูกเปิดตามกฎนี้ ส่วนหน้าหลักเกณฑ์การตรวจค้นสัมภาระลงทะเบียนของ กพท. อธิบายเงื่อนไขในมุมใกล้กัน คือพนักงานเปิดสัมภาระได้เมื่อมีพฤติการณ์น่าสงสัยว่ามีวัตถุต้องห้าม โดยไม่ต้องตรวจค้นต่อหน้าผู้โดยสาร สองหน้านี้เสริมกัน ข่าวชี้แจงบอกว่าจะเปิดได้เมื่อเอกซเรย์พบอะไร ส่วนหน้าหลักเกณฑ์บอกว่าไม่ต้องตรวจต่อหน้าเจ้าของ และมีใบแจ้งใส่ไว้ในกระเป๋า
เมื่อต้องเปิดโดยเจ้าของไม่อยู่ กพท. วางขั้นตอนป้องกันไว้หลายข้อ
- ทำในพื้นที่ที่กำหนด
- บันทึกภาพและเก็บหลักฐานไว้ตรวจสอบย้อนหลัง
- แจ้งผู้โดยสารภายหลังว่ากระเป๋าถูกเปิด
เรื่องการแจ้งผู้โดยสาร ต้นทางสองแห่งให้ข้อมูลคนละส่วน ข่าวชี้แจงของ กพท. ระบุว่าไม่แจ้งล่วงหน้าแต่แจ้งภายหลัง ส่วนหน้าหลักเกณฑ์ระบุว่ามีการบันทึกภาพระหว่างเปิด และมีใบแจ้งการตรวจค้นใส่ไว้ในสัมภาระ
กพท. ยังไม่ได้เปิดเผยว่ากฎนี้ครอบคลุมทุกสนามบินและทุกเที่ยวบินหรือไม่ ผู้ที่ต้องการความชัดเจนควรสอบถามสายการบินหรือ กพท. ก่อนเดินทาง
ผู้โดยสารควรเตรียมกระเป๋าโหลดอย่างไร
เริ่มจากเช็กรายการของต้องห้ามก่อนเดินทางทุกครั้ง เพราะกฎใหม่เปิดทางให้เจ้าหน้าที่เปิดกระเป๋าได้เมื่อเอกซเรย์เห็นสิ่งผิดสังเกต กพท. แนะนำให้ตรวจเรื่องนี้ล่วงหน้า เพราะประเทศอื่นตามเส้นทางบินอาจตรวจกระเป๋าด้วย
เรื่องกุญแจ กพท. แนะนำให้ใช้กุญแจมาตรฐานสากลอย่าง TSA Lock เหตุผลที่หน่วยงานให้ไว้คือเจ้าหน้าที่เปิดกุญแจแบบนี้ได้ด้วยอุปกรณ์เฉพาะ โดยไม่ทำให้กระเป๋าเสียหาย ผู้ที่ซื้อกระเป๋าใหม่หรือเปลี่ยนกุญแจก่อนเดินทาง จึงควรเลือกแบบที่ระบุว่าเป็น TSA Lock
สำหรับคนที่บินต่อเครื่องหรือเดินทางไปต่างประเทศ ประเทศทางผ่านหรือปลายทางอาจตรวจกระเป๋าด้วย กระเป๋าที่ผ่านการตรวจของไทยแล้วจึงอาจถูกตรวจอีกครั้งตามเส้นทาง ผู้เดินทางควรเช็กของต้องห้ามให้ครบทุกประเทศที่กระเป๋าต้องผ่าน
ถ้ากระเป๋าถูกเปิดหรือเสียหาย ต้องทำอะไร ร้องเรียนที่ไหน
ผู้โดยสารร้องเรียนได้ผ่านสายการบิน หรือยื่นเรื่องกับ กพท. โดยตรงที่ complaint.caat.or.th ตามที่ กพท. ระบุไว้ในข่าวชี้แจง ถ้าพบว่ากระเป๋าเสียหายหลังถูกเปิดตรวจ ควรแจ้งสายการบินหรือ กพท. ผ่านช่องทางนี้
ต้นทางไม่ได้ระบุเรื่องการชดเชยความเสียหายจากการเปิดตรวจ ผู้โดยสารจึงควรสอบถามสายการบินหรือ กพท. โดยตรงเมื่อเจอกรณีจริง และเมื่อเปิดกระเป๋าแล้วเจอใบแจ้งการตรวจค้นที่ใส่ไว้ในสัมภาระ ควรเก็บใบแจ้งนั้นไว้ประกอบการแจ้งเรื่อง
คำถามที่พบบ่อย
กฎใหม่ตรวจกระเป๋าโหลดของ กพท. เริ่มใช้เมื่อไร
เริ่มใช้ตั้งแต่ 16 ต.ค. 2569
เจ้าหน้าที่เปิดกระเป๋าโหลดโดยผู้โดยสารไม่อยู่ได้ทุกกรณีหรือไม่
ไม่ได้ทุกกรณี กพท. ระบุว่าเปิดได้เฉพาะเมื่อเอกซเรย์พบวัตถุต้องสงสัยหรือสิ่งที่อาจกระทบความปลอดภัยการบิน โดยทำในพื้นที่กำหนดและบันทึกภาพไว้
กระเป๋าถูกเปิดแล้วเสียหาย ร้องเรียนได้ที่ไหน
ร้องเรียนผ่านสายการบิน หรือยื่นเรื่องกับ กพท. ที่ complaint.caat.or.th
ควรใช้กุญแจแบบไหนกับกระเป๋าโหลด
กพท. แนะนำกุญแจมาตรฐานสากลอย่าง TSA Lock เพราะเจ้าหน้าที่เปิดได้ด้วยอุปกรณ์เฉพาะโดยไม่ทำให้กระเป๋าเสียหาย
ที่มา: ประกาศ กพท. เรื่อง การตรวจค้นสัมภาระลงทะเบียนที่จะบรรทุกไปกับอากาศยาน พ.ศ. 2569, ข่าว กพท. CAAT NEWS 28/2569, หน้าหลักเกณฑ์การตรวจค้นสัมภาระลงทะเบียน สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย






