คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้ชะลอการจัดทำและประกาศบัญชีนวัตกรรมไทยในการประชุมต้นเดือน พ.ย. 2569 พร้อมให้สำนักงบประมาณ (Bureau of the Budget) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนทั้งระบบภายใน 60 วัน มตินี้เผยแพร่ออกมาช่วง 7-8 พ.ย. 2569 กระทบผู้ประกอบการที่ขึ้นบัญชีแล้วหรือกำลังรอยื่น และเกี่ยวกับวิธีที่หน่วยงานรัฐใช้เงินภาษีซื้อสินค้าและบริการนวัตกรรม
บัญชีนวัตกรรมไทยคืออะไร และใครทำหน้าที่อะไร
บัญชีนวัตกรรมไทยเป็นรายการผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมที่ขึ้นทะเบียนไว้ให้หน่วยงานรัฐจัดซื้อจัดจ้างได้โดยตรง ผู้ประกอบการที่ผลงานผ่านการขึ้นบัญชีจึงมีช่องทางเข้าสู่ตลาดภาครัฐ ส่วนหน่วยงานรัฐมีรายการนวัตกรรมไทยให้เลือกซื้อตามหลักเกณฑ์และสิทธิประโยชน์ที่กำหนด
ระบบนี้มีหน่วยงานรับผิดชอบหลายส่วน ก่อนหน้านี้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช. หรือ National Science and Technology Development Agency) ตรวจสอบคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์และบริการที่ขอขึ้นบัญชี ส่วนสำนักงบประมาณตรวจสอบราคาและประกาศบัญชี
ต่อมา ครม. มีมติเมื่อ 26 พ.ค. 2569 ให้สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. (National Innovation Agency) ทำหน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติแทน สวทช. มีผลตั้งแต่ 1 ต.ค. 2569 เป็นต้นไป โดย สวทช. ยังสนับสนุนด้านเทคนิคต่อเนื่อง และสำนักงบประมาณยังตรวจราคาและประกาศบัญชีตามเดิม รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแถลงว่าการปรับบทบาทครั้งนั้นจะช่วยเพิ่มความคล่องตัวและความโปร่งใส
ในคำแถลงเดียวกัน รัฐบาลอธิบายสิทธิประโยชน์ของระบบไว้ว่า หน่วยงานรัฐจัดซื้อจัดจ้างผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ขึ้นทะเบียนได้โดยตรงในสัดส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ของความต้องการใช้งานทั้งหมดของหน่วยงาน และผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นทะเบียนได้รับสิทธิประโยชน์ด้านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐสูงสุด 8 ปี นี่เป็นข้อมูลพื้นฐานของระบบตามคำแถลงเดือน พ.ค. 2569 ส่วนมติชะลอล่าสุดยังไม่ระบุว่าสิทธิเหล่านี้มีผลอย่างไรระหว่างการทบทวน

มติ ครม. ที่ยืนยันแล้ว และสิ่งที่ยังไม่สรุป
ครม. เห็นชอบให้สำนักงบประมาณ ร่วมกับ สนช. และ สวทช. ชะลอการพิจารณาจัดทำและประกาศบัญชีนวัตกรรมไทย พร้อมทบทวนกระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติ การตรวจสอบราคา การจัดทำและประกาศบัญชี หลักเกณฑ์ สิทธิประโยชน์ และผลกระทบต่อผู้ประกอบการ ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่มติระบุชัดเจน
สำนักงบประมาณเป็นเจ้าภาพหลัก ทำงานร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ซึ่งมี สวทช. และ สนช. อยู่ในสังกัด รวมถึงกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องสรุปผลการทบทวนส่งสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีภายใน 60 วัน นับจากวันที่ได้รับแจ้งมติ แล้วจึงเสนอ ครม. พิจารณาอีกครั้ง ปลายทางของเรื่องนี้จึงอยู่ที่ ครม. ไม่ได้จบที่ผลทบทวนของหน่วยงาน
สิ่งที่ยังไม่สรุปมีหลายข้อ ข้อแรกคือผลการทบทวนว่าจะออกมาอย่างไร มติยังไม่ได้กำหนดทิศทาง ข้อสองคือสถานะสิทธิของผลงาน 567 รายการที่ยังอยู่ในบัญชีระหว่างชะลอ ว่ายังใช้สิทธิจัดซื้อได้ตามเดิม ถูกระงับ หรือเปลี่ยนแปลงอย่างไร ตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลยืนยัน ข้อสามคือคำขอที่ค้างอยู่ของผู้ประกอบการรายใหม่จะเดินต่อได้แค่ไหน ก็ยังไม่มีรายละเอียดเช่นกัน
อีกเรื่องที่ควรแยกให้ชัดคือถ้อยคำของการทบทวน สิ่งที่สำนักงบประมาณหยิบขึ้นมาเป็นความเสี่ยง ข้อสังเกต และข้อเสนอแนะ ไม่ใช่ข้อสรุปว่ามีการทุจริตหรือการกระทำผิดกฎหมายเกิดขึ้น และไม่มีการระบุชื่อผู้ประกอบการหรือผลิตภัณฑ์รายใดว่ามีปัญหา
ตัวเลขในบัญชี จาก 940 ผลงานเหลือ 567 และประเด็นที่ต้องทบทวน
สำนักงบประมาณแจ้งว่า ประกาศบัญชีนวัตกรรมไทยฉบับแรกเมื่อ ม.ค. 2559 และดำเนินการต่อเนื่องจนถึง ก.ย. 2569 รวมประกาศแล้ว 115 ฉบับ ครอบคลุมผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรม 940 ผลงาน
จาก 940 ผลงาน มี 396 ผลงานครบกำหนดอายุสิทธิการขึ้นทะเบียน มี 26 ผลงานได้รับการทบทวนสิทธิหลังครบกำหนด และมี 3 ผลงานถูกยกเลิกการขึ้นบัญชี ปัจจุบันคงเหลือ 567 ผลงาน เมื่อนำตัวเลขมาคำนวณ คือ 940 ลบ 396 บวก 26 ลบ 3 จะได้ 567 พอดี พูดง่ายๆ คือผลงานที่ยังอยู่ในบัญชีตอนนี้มีราว 6 ใน 10 ของที่เคยประกาศทั้งหมด
สำนักงบประมาณสรุปจากผลการจัดซื้อจัดจ้างช่วงปีงบประมาณ 2560 ถึง 2567 ว่ามีประเด็นที่ต้องทบทวน 6 ข้อ ซึ่งแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกเกี่ยวกับผลของมาตรการ มูลค่าการจัดซื้อผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมเพิ่มขึ้น แต่สัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่ถูกจัดซื้อเทียบกับจำนวนผลงานที่ขึ้นบัญชีกลับลดลง และการจัดซื้อส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวในกลุ่มผลิตภัณฑ์เดิม อีกประเด็นในกลุ่มนี้คือความซ้ำซ้อนกับระบบอื่น เช่น ราคากลางยา บัญชีรายการครุภัณฑ์ทางการแพทย์ บัญชีบริการดิจิทัล และราคาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร
กลุ่มที่สองเกี่ยวกับราคาและการแข่งขัน ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมมีความหลากหลายและมีคุณลักษณะเฉพาะ บางกรณีผู้ประกอบการจ้างผลิตหรือนำเข้าวัตถุดิบหลักจากต่างประเทศ หรือมีต้นทุนวิเคราะห์ วิจัย และตรวจสอบคุณภาพ และถ้ามีผู้แทนจำหน่ายก็มีต้นทุนเพิ่ม ทำให้ตรวจโครงสร้างต้นทุนและเทียบราคากับผลิตภัณฑ์อื่นได้ยาก ขณะเดียวกัน ข้อเสนอแนะของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ สะท้อนความเสี่ยงต่อการผูกขาด การเอื้อประโยชน์ให้ผู้ขายรายใดรายหนึ่ง และการขาดการติดตามประเมินผลที่มีประสิทธิภาพ
กลุ่มที่สามเกี่ยวกับหลักสากลและข้อร้องเรียน สำนักงบประมาณหยิบประเด็นความสอดคล้องกับหลักการขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) และความตกลงว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐขององค์การการค้าโลก (WTO) ขึ้นมาทบทวน รวมถึงข้อร้องเรียนของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยมีกรณีที่นำรายการในบัญชีนวัตกรรมไทยไปกำหนดในแบบรูปรายการ
ในมุมผู้เสียภาษี ประเด็นเหล่านี้เกี่ยวกับคำถามเดียวกัน คือเงินภาษีที่ใช้ซื้อสินค้านวัตกรรมผ่านระบบนี้ได้ของที่คุ้มค่า ราคาตรวจสอบได้ และเปิดให้ผู้ขายรายอื่นแข่งขันได้เพียงใด คำตอบจะอยู่ในผลทบทวนที่ต้องส่งภายใน 60 วัน
ผู้ประกอบการควรเตรียมและจับตาอะไรใน 60 วัน
ผู้ประกอบการที่ผลงานอยู่ในบัญชีแล้ว ควรแยกให้ออกระหว่างสิ่งที่ยืนยันกับสิ่งที่ยังไม่รู้ ที่ยืนยันคือการประกาศบัญชีถูกชะลอและกติกากำลังถูกทบทวน ที่ยังไม่รู้คือสิทธิของผลงานเดิมระหว่างชะลอและผลทบทวนปลายทาง ผู้ที่รอยื่นขอขึ้นบัญชีควรเตรียมใจว่าหลักเกณฑ์และขั้นตอนอาจเปลี่ยน แต่ตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลว่าจะเปลี่ยนอย่างไร
เช็กลิสต์ที่ทำได้ทันที โดยอิงจากประเด็นที่มติระบุให้ทบทวน
- ตรวจว่าผลงานของตนยังอยู่ในบัญชีหรือไม่ และอายุสิทธิเหลืออีกเท่าไร
- เตรียมข้อมูลโครงสร้างต้นทุน เช่น วัตถุดิบนำเข้า การจ้างผลิต ค่าวิเคราะห์วิจัย ค่าตรวจคุณภาพ และค่าผู้แทนจำหน่าย
- ตรวจว่าผลิตภัณฑ์ซ้ำซ้อนกับระบบอื่นหรือไม่ เช่น ราคากลางยาหรือบัญชีบริการดิจิทัล
- สอบถามหน่วยงานผู้ซื้อที่มีแผนจัดซื้อว่าจะดำเนินการอย่างไรระหว่างชะลอ
- ติดตามประกาศของสำนักงบประมาณ สนช. และมติ ครม. รอบถัดไป
เรื่องที่ควรจับตาต่อคือกรอบเวลา เมื่อผ่านช่วง 60 วัน สำนักงบประมาณและหน่วยงานร่วมทบทวนต้องส่งสรุปให้สำนักเลขาธิการ ครม. ก่อนเสนอ ครม. อีกครั้ง ประกาศสิทธิหรือกติกาใหม่ ถ้ามี จะปรากฏหลังขั้นตอนนั้น ช่วงนี้ยังไม่ควรสรุปล่วงหน้าว่าบัญชีจะถูกปรับ ลดจำนวน หรือคงไว้ตามเดิม
ที่มา: มติคณะรัฐมนตรีและข้อมูลที่สำนักงบประมาณแจ้งเกี่ยวกับบัญชีนวัตกรรมไทย และคำแถลงผลการประชุม ครม. เมื่อ 26 พ.ค. 2569 โดยรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (เว็บไซต์รัฐบาลไทย)







