ผู้ประสบอุทกภัยปี 2569 จะลดหย่อนภาษีค่าซ่อมบ้านน้ำท่วมได้ไม่เกิน 100,000 บาท และค่าซ่อมรถไม่เกิน 30,000 บาท หลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบหลักการร่างกฎกระทรวงและร่างพระราชกฤษฎีกาเมื่อวันที่ 20 ต.ค. 2569 สิทธินี้ยังเป็นร่าง ยังไม่มีผลบังคับใช้ และต้องรอประกาศกรมสรรพากรก่อน
วิธีใช้สิทธิและเอกสารที่ต้องใช้ยังไม่มีรายละเอียด เพราะสรุปมติ ครม. ระบุให้อธิบดีกรมสรรพากรประกาศวิธีการและเงื่อนไข ใครซ่อมบ้านหรือรถอยู่ตอนนี้จึงควรเก็บหลักฐานไว้ก่อน
ลดหย่อนภาษีค่าซ่อมบ้านน้ำท่วม มติที่เห็นชอบแล้ว และส่วนที่ยังเป็นร่าง
สิ่งที่ ครม. ทำคือเห็นชอบหลักการของร่างกฎกระทรวงและร่างพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ซึ่งยังต้องผ่านขั้นตอนต่อไปจึงจะมีผลใช้ได้จริง ตอนนี้ผู้อ่านรู้เพียงกรอบใหญ่ ยังไม่รู้ขั้นตอนยื่นรายละเอียด
ยังไม่ชัดเจนว่าสิทธินี้จะใช้กับการยื่นภาษีรอบไหน เพราะยังไม่ทราบวันที่จะประกาศในราชกิจจานุเบกษา ผู้อ่านจึงไม่ควรวางแผนภาษีโดยนับว่าสิทธิพร้อมใช้ในรอบยื่นแบบที่ใกล้ที่สุด จนกว่าจะมีประกาศ
ลดหย่อนครั้งนี้เป็นการนำค่าซ่อมไปหักออกจากเงินได้ก่อนคำนวณภาษี ไม่ใช่การหักจากตัวเลขภาษีที่ต้องจ่ายโดยตรง ผลต่อภาษีของแต่ละคนจึงขึ้นกับฐานเงินได้และอัตราภาษีของคนนั้น
สรุปมติ ครม. ระบุวัตถุประสงค์ของมาตรการนี้ไว้ 2 ข้อ คือให้ทรัพย์สินที่เสียหายกลับมาใช้งานได้เร็ว และกระตุ้นธุรกิจซ่อมแซมในพื้นที่ประสบภัย

ค่าซ่อมบ้านและรถ เงื่อนไขที่สรุปมติ ครม. กำหนด
ค่าซ่อมบ้านหักได้ตามจริงรวมไม่เกิน 100,000 บาท โดยรวมค่าซ่อมแซมและค่าทำความสะอาด รวมถึงค่าวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการซ่อมแซมและทำความสะอาดด้วย ทรัพย์สินที่นับได้ครอบคลุมอาคาร ทรัพย์สินที่ติดตั้งกับอาคารหรือที่ดิน และห้องชุดในอาคารชุด โดยต้องเป็นทรัพย์สินที่ใช้อยู่อาศัย ประกอบกิจการ หรือใช้ประโยชน์อื่น
ทรัพย์สินต้องเสียหายจากอุทกภัยระหว่าง 15 พ.ค.-31 ธ.ค. 2569 และอยู่ในพื้นที่ที่ทางการประกาศ ผู้ใช้สิทธิต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ผู้เช่า หรือผู้ใช้ประโยชน์ในทรัพย์สิน ถ้าซ่อมหลายแห่งให้นับรวมกันแล้วไม่เกิน 100,000 บาท ค่าใช้จ่ายที่นำมาหักได้ต้องจ่ายในช่วงเวลาเดียวกัน ใครจะซ่อมใหญ่ควรวางแผนให้จ่ายจริงทันภายในปีนี้
ค่าซ่อมรถครอบคลุมรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และอุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกในรถ หักตามจริงรวมไม่เกิน 30,000 บาท รถต้องเสียหายจากอุทกภัยในช่วงเวลาเดียวกัน ขณะอยู่ในพื้นที่ที่ทางการประกาศ ผู้ใช้สิทธิต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเช่าซื้อรถ ถ้าซ่อมหลายคันให้นับรวมกันแล้วไม่เกิน 30,000 บาท
สิทธิใช้กับผู้มีเงินได้ ไม่รวมห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคล
อีกเงื่อนไขหนึ่งคือพื้นที่ ทรัพย์สินต้องเสียหายในพื้นที่ที่ทางการประกาศ ถ้าบ้านหรือรถอยู่นอกพื้นที่ สรุปมติ ครม. ไม่ได้ระบุว่าจะได้สิทธิ
หลักฐานที่ควรเก็บไว้ก่อน
รายการนี้เป็นข้อแนะนำของเราเอง ไม่ใช่รายการเอกสารทางการ เพราะสรุปมติ ครม. ระบุให้อธิบดีกรมสรรพากรประกาศวิธีการและเงื่อนไข เมื่อมีประกาศจริงอาจเปลี่ยนได้ แต่หลักฐานพื้นฐานเหล่านี้เก็บไว้ไม่เสียหาย
- ใบเสร็จค่าซ่อมแซมและค่าทำความสะอาด พร้อมวันที่จ่ายเงิน
- ภาพถ่ายความเสียหายก่อนซ่อม
- หลักฐานว่าทรัพย์สินอยู่ในพื้นที่ที่ทางการประกาศ
- หลักฐานความเป็นเจ้าของ สัญญาเช่า หรือการใช้ประโยชน์ในบ้าน
- เอกสารรถ เช่น หลักฐานความเป็นเจ้าของหรือสัญญาเช่าซื้อ
ถ้าซ่อมหลายแห่งหรือหลายคัน ควรแยกใบเสร็จเป็นรายทรัพย์สินไว้ เพราะเอกสารระบุให้นับรวมกันภายใต้เพดานเดียว การแยกหลักฐานช่วยให้รวมยอดได้ง่ายตอนยื่นแบบ ใบเสร็จที่ระบุค่าวัสดุอุปกรณ์แยกจากค่าแรงก็ช่วยให้ตรวจสอบรายการได้ง่ายขึ้นเช่นกัน
สิ่งที่ยังต้องรอ และมาตรการอื่นในชุดเดียวกัน
สิ่งที่ต้องรอคือประกาศอธิบดีกรมสรรพากรว่าด้วยวิธีการและเงื่อนไข และวันที่ร่างกฎหมายลงราชกิจจานุเบกษา สองอย่างนี้ตัดสินว่าผู้อ่านใช้สิทธิได้เมื่อไรและต้องแนบเอกสารอะไร
ครม. รับทราบการขยายเวลายื่นแบบและชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของผู้ประสบอุทกภัยออกไปเป็นวันที่ 30 ธ.ค. 2569 สรุปมติ ครม. ระบุว่ากรมสรรพากรจะออกประกาศกระทรวงการคลังกำหนดเงื่อนไข และผู้ที่อยู่ในท้องที่ประกาศพื้นที่ประสบภัยขอขยายเวลาได้ทั้งผ่านกระดาษหรืออินเทอร์เน็ต ตอนนี้ยังเป็นการรับทราบ ต้องรอประกาศก่อนจึงจะรู้ว่าใครเข้าเงื่อนไข
ชุดมาตรการเดียวกันมีการยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรและชิ้นส่วนทดแทนหรือซ่อมแซม สำหรับโรงงานและโรงแรมในพื้นที่ประสบภัย เป็นมาตรการชั่วคราว 6 เดือน คาดว่ารัฐเสียรายได้ราว 3,475 ล้านบาท ข้อนี้อยู่ในร่างประกาศกระทรวงการคลังที่ ครม. เห็นชอบ จะมีผลตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ไปจนถึงสิ้นเดือนมีนาคมปีหน้า ตอนนี้จึงยังไม่มีผล ต้องรอประกาศก่อน
ส่วนลดหย่อนค่าซ่อมบ้านและรถ ประเมินว่ามีผู้ใช้สิทธิประเภทละราว 315,000 ราย และรัฐเสียรายได้ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาราว 4,095 ล้านบาท
ที่มา: สรุปมติคณะรัฐมนตรี 20 ต.ค. 2569 หน้า 16 และ 20-23 (สำเนาสรุปมติ ครม.)







