เศรษฐกิจ

ขอคืนภาษีญี่ปุ่น 2569 ระบบใหม่ 1 พ.ย. จ่ายภาษีที่ร้านก่อน ขอคืนตอนออกประเทศ

ซื้อของที่ญี่ปุ่นตั้งแต่ 1 พ.ย. 2569 ต้องจ่ายราคารวมภาษีที่ร้านก่อน แล้วรับภาษีคืนหลังศุลกากรตรวจ ดูเงื่อนไข ขั้นตอนที่สนามบิน และสิ่งที่ทำให้เสียสิทธิ์

ขอคืนภาษีญี่ปุ่น 2569 ระบบใหม่ 1 พ.ย. จ่ายภาษีที่ร้านก่อน ขอคืนตอนออกประเทศ

นักท่องเที่ยวไทยที่ซื้อของในญี่ปุ่นตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2569 ต้องใช้วิธีขอคืนภาษีญี่ปุ่น 2569 แบบใหม่ คือจ่ายราคารวมภาษีที่ร้านก่อน แล้วขอคืนภาษีบริโภคตอนออกนอกประเทศ ภาษีบริโภค (ภาษีที่รวมอยู่ในราคาสินค้า) จะคืนเป็นเงินเท่ากันหลังศุลกากรตรวจว่าสินค้าออกนอกญี่ปุ่นแล้ว เดิมร้านหักภาษีให้ทันทีที่เคาน์เตอร์ ใครวางแผนช็อปปิ้งที่ญี่ปุ่นหลังวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 จึงต้องเผื่อเงินสำรองจ่ายเพิ่ม และเผื่อเวลาทำเรื่องที่สนามบินด้วย

เนื้อหาในเรื่องนี้อ้างอิงหน้าอธิบายระบบใหม่ของสำนักงานการท่องเที่ยวญี่ปุ่น (JTA) และข่าวขององค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งชาติญี่ปุ่น (JNTO) ลงวันที่ 4 สิงหาคม 2569

ระบบขอคืนภาษีญี่ปุ่น 2569 ต่างจากระบบเดิมอย่างไร

ต่างกันตรงที่ผู้ซื้อต้องจ่ายภาษีบริโภคที่ร้านก่อน แล้วค่อยได้เงินส่วนนี้คืนภายหลัง ไม่ได้ส่วนลดภาษีทันทีที่เคาน์เตอร์เหมือนเดิม

ตามหน้าอธิบายของ JTA ระบบเดิมที่ร้านยกเว้นภาษีให้ที่เคาน์เตอร์ใช้กับการซื้อถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2569 ส่วนการซื้อตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ต้องจ่ายราคารวมภาษีที่ร้านค้าปลอดภาษี เมื่อศุลกากรตรวจยืนยันว่าสินค้าออกนอกญี่ปุ่นแล้ว ร้านหรือผู้ให้บริการคืนภาษีที่ร้านมอบหมายจะคืนเงินเท่ากับภาษีบริโภค JNTO เล่าเพิ่มว่าร้านยังต้องบันทึกข้อมูลพาสปอร์ตของผู้ซื้อเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ตอนซื้อ และผู้ซื้อไปขอคืนกับศุลกากรตอนออกจากญี่ปุ่น ก่อนเช็กอินเที่ยวบินขากลับ

ผลที่คนไทยเห็นชัดที่สุดคือเงินที่ต้องจ่ายหน้าร้านจะสูงขึ้น ถ้าซื้อ 5,000 เยนก่อนภาษี และสมมุติภาษี 10% จะจ่ายที่ร้าน 5,500 เยน ส่วนภาษี 500 เยนจะกลับมาหลังผ่านขั้นตอนที่สนามบิน ตัวเลขอัตราภาษีนี้เป็นเพียงสมมุติเพื่อให้เห็นภาพ หน้าอธิบายของ JTA ระบุเพียงว่าเงินที่คืนเท่ากับภาษีบริโภค คนที่รูดบัตรเครดิตจึงควรเผื่อวงเงินไว้ เพราะยอดที่ตัดจริงจะมากกว่าที่เคยเจอในระบบเดิม ยิ่งซื้อมากยิ่งต้องสำรองเงินมาก

อีกสองอย่างที่เปลี่ยนตามมาคือ JNTO ระบุว่าระบบใหม่ยกเลิกการแบ่งสินค้าทั่วไปกับสินค้าสิ้นเปลือง และขยายกรอบเวลาจาก 30 วันเป็น 90 วัน ส่วน JTA ระบุว่าข้อกำหนดบรรจุภัณฑ์พิเศษสำหรับสินค้าสิ้นเปลืองถูกยกเลิก ผู้ซื้อจึงไม่ต้องกังวลเรื่องถุงหรือซองปิดผนึกอีก แต่ของกิน เครื่องดื่ม และเครื่องสำอางที่ใช้ในญี่ปุ่นยังไม่เข้าเกณฑ์

ซื้อเท่าไรจึงเข้าเกณฑ์ ทำเรื่องที่ไหน และอะไรทำให้เสียสิทธิ์

ต้องซื้อตั้งแต่ 5,000 เยนขึ้นไป โดยไม่รวมภาษี ต่อร้านต่อวัน จึงเข้าเกณฑ์ขอคืนภาษี ยอดที่นับคือราคาก่อนภาษีของการซื้อในร้านเดียวกันภายในวันเดียวกัน ถ้าซื้อสองร้าน ร้านละ 3,000 เยนในวันเดียวกัน ทั้งสองร้านยังไม่ถึงเกณฑ์ และถ้าซื้อร้านเดียวกันสองวัน วันละ 3,000 เยน ก็ยังไม่ถึงเกณฑ์เช่นกัน

การทำเรื่องต้องแสดงพาสปอร์ตที่เครื่องทำเรื่องภายในสนามบินหรือท่าเรือ ภายใน 90 วันนับจากวันซื้อ ตัวเลข 90 วันคือกรอบเวลาทำเรื่อง ส่วนสินค้าต้องส่งออกนอกญี่ปุ่นโดยไม่ชักช้า ถ้าไม่ส่งออกโดยไม่ชักช้า อาจถูกเรียกเก็บภาษีและมีโทษ สินค้าต้องเป็นของที่พกออกนอกญี่ปุ่นได้เอง ทองคำแท่งและแพลทินัมแท่งไม่เข้าข่าย

ต้องนำสินค้าติดตัวไปทำเรื่อง และทำก่อนโหลดกระเป๋า ฝากกระเป๋าเช็กอินไปแล้วจะทำไม่ได้ ทั้งหมดต้องเสร็จก่อนขั้นตอนขึ้นเครื่อง JTA เตือนว่าถ้าตกเครื่องเพราะเวลาไม่พอ ทั้งสายการบินและศุลกากรจะไม่ชดเชยให้ คนที่ซื้อของหลายร้านจึงควรไปถึงสนามบินให้เร็วกว่าที่เคย

ศุลกากรตรวจเป็นรายใบเสร็จ ถ้าขาดสินค้าแม้ชิ้นเดียวในใบเสร็จนั้น สินค้าทั้งใบเสร็จนั้นจะไม่เข้าเกณฑ์คืนภาษี คนที่ซื้อหลายชิ้นในใบเดียวจึงต้องมีสินค้าครบตามใบเสร็จ และพกสินค้าติดตัวไปทำเรื่อง ไม่โหลดกระเป๋า

ถ้าใช้ของกิน เครื่องดื่ม หรือเครื่องสำอางในญี่ปุ่นไปแล้ว ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ศุลกากรที่เคาน์เตอร์ ไม่ควรทำเรื่องผ่านเครื่อง ผลการตรวจมี 2 แบบ ผลสีเขียวหมายถึงไม่ต้องตรวจเพิ่มและเสร็จสิ้นขั้นตอน ผลสีแดงหมายถึงต้องนำสินค้าไปที่จุดตรวจศุลกากรที่กำหนด จึงควรเผื่อเวลาไว้สำหรับกรณีได้ผลสีแดง

สิ่งที่ควรเช็กก่อนไปถึงสนามบินมีดังนี้

  • เก็บใบเสร็จและสินค้าให้ครบทุกชิ้น
  • ถือสินค้าและพาสปอร์ตติดตัวไปที่เครื่องทำเรื่อง
  • ทำเรื่องก่อนฝากกระเป๋าเช็กอิน
  • ทำเรื่องภายใน 90 วันนับจากวันซื้อ
  • แจ้งเจ้าหน้าที่ศุลกากรหากใช้ของกินหรือเครื่องสำอางไปแล้ว

สถานะล่าสุด (ข้อมูล ณ วันที่ 18 ตุลาคม 2569)

ณ วันที่ 18 ตุลาคม 2569 ระบบเดิมยังใช้ได้กับการซื้อถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2569 และระบบใหม่เริ่มกับการซื้อตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ตรวจกับหน้าอธิบายของ JTA และข่าว JNTO ณ วันที่ 18 ตุลาคม 2569 แล้ว ข้อมูลหลักตรงกับที่เล่ามาข้างต้น

หน้าอธิบายของ JTA บอกด้วยว่าเอกสารที่ร้านค้าต้องใช้จะเปลี่ยนสำหรับการซื้อตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 แต่รายละเอียดแสดงเป็นภาพ จึงยังสรุปเป็นข้อความไม่ได้ ส่วนวิธีรับเงิน ระยะเวลาที่ได้เงิน และค่าธรรมเนียมของผู้ให้บริการ ต้นทางยังไม่ระบุ ควรถามร้านค้าปลอดภาษีที่จะซื้อ และตรวจประกาศของ JTA ก่อนเดินทาง

คำถามที่พบบ่อย

ระบบขอคืนภาษีใหม่ของญี่ปุ่นเริ่มเมื่อไร

เริ่มกับการซื้อตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ส่วนระบบเดิมที่ยกเว้นภาษีที่เคาน์เตอร์ใช้กับการซื้อถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2569

ต้องซื้อเท่าไรจึงขอคืนภาษีได้

ต้องซื้อตั้งแต่ 5,000 เยนขึ้นไป โดยไม่รวมภาษี ต่อร้านต่อวัน

ต้องทำเรื่องขอคืนภาษีที่ไหนและภายในกี่วัน

ทำที่เครื่องทำเรื่องภายในสนามบินหรือท่าเรือ โดยแสดงพาสปอร์ต ภายใน 90 วันนับจากวันซื้อ และต้องทำก่อนฝากกระเป๋าเช็กอิน

ถ้าสินค้าขาดไปหนึ่งชิ้นจะเกิดอะไรขึ้น

ถ้าขาดสินค้าแม้ชิ้นเดียวในใบเสร็จ สินค้าทั้งใบเสร็จนั้นจะไม่เข้าเกณฑ์คืนภาษี

ของกินและเครื่องสำอางขอคืนภาษีได้หรือไม่

ของกิน เครื่องดื่ม และเครื่องสำอางที่ใช้ในญี่ปุ่นไม่เข้าเกณฑ์ และต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ศุลกากร

ที่มา: สำนักงานการท่องเที่ยวญี่ปุ่น (Japan Tourism Agency: JTA) กระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน คมนาคม และการท่องเที่ยว (Ministry of Land, Infrastructure, Transport and Tourism: MLIT) หน้าอธิบายระบบ Tax Free ใหม่ และองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งชาติญี่ปุ่น (Japan National Tourism Organization: JNTO) ข่าวการเปลี่ยนแปลงการช็อปปิ้งปลอดภาษีในญี่ปุ่น ลงวันที่ 4 สิงหาคม 2569

บทความที่เกี่ยวข้อง