เศรษฐกิจ

ไทยเดินหมากภาษีทรัมป์อย่างไร เมื่อไม่มีคำตอบที่ไม่เจ็บ

TDRI ชี้ไทยอาจต้องเสียเบี้ยบางอุตสาหกรรมในเกมภาษีทรัมป์รอบสอง ขณะที่เวที WTO เป็นอีกไม้ที่ประเทศเล็กใช้ต่อรองได้ ไทยพร้อมเล่นสองกระดานหรือยัง

ไทยเดินหมากภาษีทรัมป์อย่างไร เมื่อไม่มีคำตอบที่ไม่เจ็บ

กติกาเปลี่ยนกลางเกม จาก IEEPA สู่ภาษีก็อกสอง

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีมติ 6 ต่อ 3 ในคดี Learning Resources v. Trump ว่าการใช้กฎหมายอำนาจเศรษฐกิจฉุกเฉิน (IEEPA) เพื่อเก็บภาษีนำเข้าทั่วโลกเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต เพราะอำนาจกำหนดภาษีเป็นของสภาคองเกรสตามรัฐธรรมนูญ ภาษีตอบโต้ที่ไทยถูกเก็บในอัตรา 19% จึงสิ้นสภาพไปพร้อมกับคำตัดสิน

แต่เกมไม่ได้จบ ทำเนียบขาวตอบโต้ภายในไม่กี่วันด้วยการประกาศภาษีใหม่ 10% ทั่วโลกภายใต้มาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี 1974 ซึ่งเป็นอำนาจชั่วคราวที่มีเพดาน 15% และใช้ได้เพียง 150 วัน กรอบเวลาดังกล่าวกำลังจะครบกำหนดในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมนี้ และสัญญาณจากสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ชัดเจนว่าไม้ต่อคือการไต่สวนตามมาตรา 301 ซึ่งเปิดสอบสวน 16 เขตเศรษฐกิจในประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง โดยมีชื่อประเทศไทยอยู่ในบัญชีนั้นด้วย

ความหมายในทางปฏิบัติคือ ภาษีทรัมป์รอบสองไม่ใช่การเก็บภาษีแบบครอบจักรวาลชุดเดิม แต่เป็นเครื่องมือทางกฎหมายที่แคบลง เจาะจงขึ้น และมุ่งเป้าเป็นรายประเทศรายอุตสาหกรรม ขณะที่ภาษีเฉพาะสินค้าตามมาตรา 232 ที่ไม่ถูกกระทบจากคำตัดสินศาล ยังคงกดทับสินค้าส่งออกสำคัญของไทย ทั้งรถบรรทุกและชิ้นส่วนที่ 25% รวมถึงเหล็กและอะลูมิเนียมที่ 50%

เสียเบี้ยเพื่อรักษากระดาน ต้นทุนที่ TDRI มองเห็น

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ประเมินกรอบข้อตกลงการค้าไทย-สหรัฐฯ ที่เจรจากันมาตั้งแต่ปีก่อนว่า ผลตอบแทนที่ไทยได้รับจำกัดกว่าที่จ่ายไปมาก สินค้าส่งออกไทยที่เข้าข่ายได้รับการยกเว้นภาษีจากสหรัฐฯ มีสัดส่วนไม่เกิน 2.86% ของมูลค่าการส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ในปี 2024 ขณะที่ฝั่งไทยต้องยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ เกือบทุกรายการ แก้ไขกฎระเบียบที่ถูกมองว่ากีดกันการค้า และเผชิญแรงกดดันให้เปิดตลาดสินค้าเกษตรเพิ่มเติม

ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมคือข้อเสนอขยายโควตานำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐฯ จาก 54,000 ตัน เป็น 1,000,000 ตัน พร้อมลดภาษีจาก 20% เหลือ 0% ซึ่งนักวิชาการ TDRI มองว่าเป็นแต้มต่อรองที่ไทยหยิบใช้ได้หลังภาษี IEEPA เป็นโมฆะ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผู้ผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศคือกลุ่มที่ต้องรับแรงกระแทกจากการเปิดตลาดโดยตรง เช่นเดียวกับผู้ผลิตในอุตสาหกรรมอื่นที่แข่งกับสินค้านำเข้าจากอเมริกา

นี่คือความหมายของคำว่า "เสียเบี้ย" ในเกมนี้ การรักษาความสัมพันธ์การค้ากับตลาดส่งออกอันดับหนึ่งในภาพรวม มีราคาที่ต้องจ่ายเป็นรายอุตสาหกรรม และ TDRI ตั้งข้อสังเกตว่ายิ่งรัฐบาลพยายามต่อรองขอคงมาตรการกีดกันที่ไม่ใช่ภาษีเพื่อปกป้องผู้ผลิตในประเทศมากเท่าไร อำนาจต่อรองขอลดภาษีในภาพรวมก็ยิ่งลดลง และยังไม่เอื้อต่อการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาวอีกด้วย

เวที WTO ไม้ที่สองที่ไทยยังไม่หยิบใช้

ระหว่างที่การเจรจาทวิภาคีดำเนินไป เวทีกฎหมายการค้าโลกก็มีความเคลื่อนไหวคู่ขนาน จีนยื่นข้อพิพาทต่อองค์การการค้าโลก (WTO) กรณีภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 ขณะที่บทเรียนจากสงครามภาษีเหล็กรอบแรกในสมัยทรัมป์หนึ่งชี้ว่า ประเทศขนาดกลางและเล็กจำนวนมาก ทั้งเกาหลีใต้ เม็กซิโก นอร์เวย์ สวิตเซอร์แลนด์ และตุรกี เคยใช้ช่องทางนี้ฟ้องมาตรการมาตรา 232 และคณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาทตัดสินตรงกันทุกคดีว่ามาตรการของสหรัฐฯ ขัดกติกา WTO

ข้อจำกัดที่ต้องพูดตรงไปตรงมาคือ ชัยชนะบนกระดาษไม่ได้บังคับสหรัฐฯ ได้จริง เพราะสหรัฐฯ ใช้วิธีอุทธรณ์เข้าสู่องค์กรอุทธรณ์ที่เป็นอัมพาต ทำให้คดีค้างอยู่ในสุญญากาศ แต่การมองว่าเวทีนี้ไร้ประโยชน์ก็เป็นการอ่านเกมที่ตื้นเกินไป คำตัดสินของ panel สร้างความชอบธรรมทางกฎหมายให้ประเทศผู้ฟ้องสามารถใช้มาตรการตอบโต้ที่ถูกกติกาได้ในอนาคต เป็นหลักฐานอ้างอิงในการเจรจาทวิภาคี และเป็นการลงทุนรักษาระบบการค้าพหุภาคีที่ประเทศขนาดกลางอย่างไทยพึ่งพามากกว่ามหาอำนาจ นอกจากนี้กลไกอนุญาโตตุลาการทางเลือก (MPIA) ที่หลายสิบประเทศเข้าร่วม ก็เป็นช่องทางที่ทำให้กระบวนการอุทธรณ์เดินต่อได้โดยไม่ต้องรอสหรัฐฯ

ที่ผ่านมาไทยเลือกเดินสายเจรจาเป็นหลักและไม่เคยยกระดับข้อพิพาทภาษีทรัมป์เข้าสู่ WTO ซึ่งเข้าใจได้ในแง่การถนอมบรรยากาศเจรจา แต่คำถามเชิงยุทธศาสตร์คือ การถือไม้เดียวโดยไม่มีไม้สำรอง ทำให้อีกฝ่ายรู้ว่าเราไม่มีทางเลือกอื่นหรือไม่

เล่นสองกระดานพร้อมกัน ต้องมีอะไรบ้าง

การใช้ทั้งเวทีเจรจาและเวทีกฎหมายพร้อมกันไม่ใช่เรื่องแปลกในการค้าระหว่างประเทศ หลายประเทศฟ้อง WTO ไปพร้อมกับนั่งโต๊ะเจรจา เพราะสองเวทีทำหน้าที่คนละอย่าง เวทีเจรจาแลกผลประโยชน์เฉพาะหน้า เวทีกฎหมายสร้างต้นทุนและความชอบธรรมระยะยาว

แต่การเล่นสองกระดานต้องการความพร้อมที่ไทยยังต้องสร้าง ทั้งทีมกฎหมายการค้าระหว่างประเทศที่แข็งแรงพอจะสู้คดีระดับ WTO ข้อมูลผลกระทบรายอุตสาหกรรมที่ละเอียดพอจะรู้ว่าเบี้ยตัวไหนเสียได้และตัวไหนเสียไม่ได้ กลไกเยียวยาผู้ผลิตในประเทศที่ถูกแลกออกไป รวมถึงการผนึกกำลังในระดับอาเซียน เช่น ข้อเสนอของ TDRI เรื่องการนับมูลค่าการผลิตในภูมิภาคเป็นแหล่งกำเนิดเดียว เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกจัดเป็นสินค้าสวมสิทธิ

ภาษีทรัมป์รอบสองจะเดินหน้าต่อในรูปแบบที่คาดเดายากขึ้น ผ่านเครื่องมือกฎหมายที่เปลี่ยนหน้าไปเรื่อย คำถามจึงไม่ใช่ว่าไทยจะเจ็บหรือไม่ เพราะทุกทางเลือกมีต้นทุน คำถามที่แท้จริงคือ ไทยจะเลือกเจ็บแบบมียุทธศาสตร์ หรือเจ็บแบบตั้งรับไปทีละกระดาน

บทความที่เกี่ยวข้อง