บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้งและคิวอาร์โค้ดที่พิมพ์บนบัตร ส.ส. ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อ 28 ก.ย. 2569 ศาลระบุว่ายังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานเพียงพอว่ามีใครใช้รหัสเหล่านี้รู้ได้ว่าบุคคลใดลงคะแนนอย่างไร แต่ศาลก็เสนอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ปรับวิธีพิมพ์และเก็บบัตร เพื่อลดความเสี่ยงในการเลือกตั้งครั้งต่อไป
เรื่องนี้เริ่มจากผู้ตรวจการแผ่นดินที่ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการใช้บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ส.ส. ที่ใช้เมื่อ 8 ก.พ. 2569 โดยอ้างว่ามีเรื่องร้องเรียนเข้ามา 22 เรื่อง คำถามที่ศาลต้องตอบคือ รหัสบนบัตรทำให้คนอื่นโยงบัตรกลับไปถึงตัวผู้ลงคะแนนได้หรือไม่ และกระทบหลักการลงคะแนนโดยลับหรือเปล่า
บัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด ความลับการลงคะแนนยังอยู่หรือไม่
ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าทั้งสองอย่างไม่ขัดรัฐธรรมนูญ โดยคิวอาร์โค้ดมีมติเอกฉันท์ 9-0 ส่วนบาร์โค้ดมีมติเสียงข้างมาก 8-1 ศาลอ่านคำวินิจฉัยเมื่อ 28 ก.ย. 2569
ในส่วนของคิวอาร์โค้ด ศาลเห็นว่าใช้สืบไปถึงตัวผู้ลงคะแนนหรือสืบว่าผู้ลงคะแนนเลือกอะไรไม่ได้ ผู้ลงคะแนนจึงไม่ต้องกังวลกับรหัสชนิดนี้ในแง่ความลับของการลงคะแนน
ส่วนบาร์โค้ด ศาลยอมรับตรงๆ ว่าในทางทฤษฎี บาร์โค้ดเชื่อมโยงกับเลขบัตร ลำดับของผู้ลงคะแนน เครื่องหมายที่กา และพรรคที่เลือกได้ ศาลจึงรับว่าข้อมูลที่เชื่อมโยงได้บางส่วนอาจกระทบหลักการเลือกตั้งโดยลับ นี่คือจุดที่ทำให้เกิดข้อกังวลมาตั้งแต่ต้น แต่เมื่อศาลดูควบคู่กับประโยชน์ของบาร์โค้ดแล้ว ก็เห็นว่าไม่ถึงขั้นขัดรัฐธรรมนูญ
ประโยชน์ที่ศาลพิจารณาคือ บาร์โค้ดถูกใช้เป็นหลักเพื่อควบคุมจำนวนบัตรที่พิมพ์ จัดสรร และใช้จริง รวมถึงตรวจบัตรที่ใช้ผิดเขต ตัวอย่างง่ายๆ คือถ้าบัตรของเขตหนึ่งไปโผล่ในหน่วยเลือกตั้งของอีกเขตหนึ่ง รหัสบนบัตรช่วยให้เจ้าหน้าที่ตรวจพบได้ และช่วยให้ตรวจนับได้ว่าบัตรที่พิมพ์ออกมา ถูกส่งไปใช้ และใช้จริงมีจำนวนเท่าไร
อีกเรื่องที่ศาลให้น้ำหนักคือ การจะรู้ว่าใครลงคะแนนอย่างไร ต้องเชื่อมข้อมูลสามส่วนเข้าด้วยกัน ได้แก่ บัตรเลือกตั้ง ต้นขั้ว และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ศาลระบุว่ายังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานเพียงพอว่ามีใครเชื่อมข้อมูลเหล่านี้เข้าด้วยกันจริง พูดง่ายๆ คือบัตรใบเดียวบอกไม่ได้ว่าใครกา ต้องมีข้อมูลอีกสองส่วนมาประกอบ
ดังนั้นคำว่า "ในทางทฤษฎี" จึงหมายถึงความเป็นไปได้ที่ศาลตั้งข้อสังเกตไว้ ไม่ได้หมายความว่าเกิดเหตุขึ้นจริง และไม่ควรอ่านข้อสังเกตนี้เป็นการยืนยันว่ามีการล่วงรู้การลงคะแนนของใคร
ศาลรัฐธรรมนูญเสนอให้ กกต. ทำอะไร และเป็นคำสั่งบังคับหรือไม่
ข้อเสนอของศาลเป็นข้อเสนอแนะ ไม่ใช่คำสั่งบังคับ ศาลใช้ถ้อยคำเชิงข้อเสนอแนะว่า กกต. ควรทำสามเรื่อง และผลหลักของคำวินิจฉัยยังเป็นการวินิจฉัยว่าบาร์โค้ดกับคิวอาร์โค้ดไม่ขัดรัฐธรรมนูญ
เรื่องแรก ศาลเสนอว่า กกต. ควรออกแบบการพิมพ์บัตรเพื่อป้องกันการปลอมแปลง โดยไม่ใช้เครื่องหมายที่โยงถึงตัวผู้ลงคะแนน เรื่องที่สอง ควรกำหนดวิธีเก็บบัตรเสียให้ชัดเจน เรื่องที่สาม ควรมีมาตรการเข้มงวดป้องกันการเข้าถึงข้อมูลของผู้ลงคะแนนโดยมิชอบ ทั้งสามเรื่องมุ่งไปที่จุดเดียวกัน คือทำให้โอกาสที่ใครจะโยงบัตรกับตัวผู้ลงคะแนนยากขึ้น แม้ศาลจะยังไม่เห็นข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานเพียงพอว่าเคยเกิดขึ้น
ศาลใช้คำว่า ควร ไม่ใช่คำสั่ง และยังไม่พบข้อมูลว่า กกต. จะนำข้อเสนอไปใช้อย่างไรและเมื่อไร ผู้อ่านจึงไม่ควรเข้าใจว่าบัตรเลือกตั้งครั้งหน้าจะต้องเปลี่ยนหน้าตาทันที
ผู้ลงคะแนนไม่ต้องทำอะไรเป็นพิเศษตามคำวินิจฉัยนี้ ไม่ต้องยื่นเรื่องหรือตรวจสอบอะไรเพิ่ม
ความคืบหน้าล่าสุด
ยังไม่พบข้อมูลว่า กกต. ตอบรับข้อเสนอของศาล กำหนดเวลาปรับบัตร หรือออกข้อบังคับใหม่เรื่องบัตรเลือกตั้ง ส่วนที่ยืนยันได้มีเพียงผลวินิจฉัยเมื่อ 28 ก.ย. 2569 และสามข้อเสนอแนะที่ระบุไว้ข้างต้น
บทความนี้เรียบเรียงจากรายงานผลคำวินิจฉัย ยังไม่ได้เปิดตรวจคำวินิจฉัยฉบับเต็มจากเว็บไซต์ศาลรัฐธรรมนูญ ถ้ามีคำวินิจฉัยฉบับเต็มหรือการตอบรับจาก กกต. จะอัปเดตในหัวข้อนี้
คำถามที่พบบ่อย
ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเรื่องบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งเมื่อไร และมติเท่าไร
วินิจฉัยเมื่อ 28 ก.ย. 2569 โดยคิวอาร์โค้ดมีมติ 9-0 และบาร์โค้ดมีมติ 8-1 ว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ
มีหลักฐานหรือไม่ว่ามีการใช้รหัสบนบัตรดูว่าใครเลือกใคร
ศาลระบุว่ายังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานเพียงพอว่ามีใครใช้รหัสเพื่อรู้ว่าบุคคลใดลงคะแนนอย่างไร แม้บาร์โค้ดจะเชื่อมโยงข้อมูลบางอย่างได้ในทางทฤษฎี
กกต. ต้องออกแบบบัตรใหม่ตามคำวินิจฉัยหรือไม่
ไม่ต้อง เพราะเป็นข้อเสนอแนะที่ใช้ถ้อยคำว่า กกต. ควรทำ ไม่ใช่คำสั่งบังคับ และยังไม่พบข้อมูลว่า กกต. กำหนดเวลาปรับบัตร
ที่มา: ผลคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเมื่อ 28 ก.ย. 2569 ตามรายงานของไทยรัฐ (ยังไม่ได้เปิดตรวจคำวินิจฉัยฉบับเต็มจากเว็บไซต์ศาลรัฐธรรมนูญ)
