ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น (Sea Level Rise) ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นผลกระทบจากภาวะโลกร้อนที่กำลังเกิดขึ้นจริง และมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลล่าสุดจาก NASA เผยว่าในปี 2024 ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นในอัตรา 0.59 เซนติเมตรต่อปี ซึ่งสูงกว่าค่าคาดการณ์ที่ตั้งไว้ที่ 0.43 เซนติเมตรต่อปี และนับตั้งแต่เริ่มใช้ดาวเทียมวัดระดับน้ำทะเลในปี 1993 ระดับน้ำทะเลทั่วโลกสูงขึ้นรวมกันแล้วถึง 10 เซนติเมตร

น้ำทะเลสูงขึ้นเพราะอะไร?

ปรากฏการณ์นี้เกิดจากหลายปัจจัยที่เชื่อมโยงกัน สาเหตุแรกคือ ภาวะโลกร้อน ที่ทำให้น้ำแข็งบริเวณขั้วโลกและธารน้ำแข็งบนบกละลายอย่างต่อเนื่อง สาเหตุที่สองคือ การขยายตัวของน้ำทะเลเนื่องจากความร้อน (thermal expansion) เมื่ออุณหภูมิโลกสูงขึ้น น้ำจะมีปริมาตรมากขึ้นและดันให้ระดับน้ำทะเลสูงตามไปด้วย และสาเหตุที่สามคือกิจกรรมของมนุษย์ โดยเฉพาะการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณมหาศาล ซึ่งเร่งอัตราการละลายของแผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่ทั้งที่กรีนแลนด์และแอนตาร์กติกา

Josh Willis นักวิจัยจาก NASA JPL ระบุว่า "อัตราการสูงขึ้นยังเร่งตัวเร็วขึ้นเรื่อย ๆ" โดยข้อมูลย้อนหลัง 100 ปีของ NASA ชี้ว่าระดับน้ำทะเลเฉลี่ยทั่วโลกสูงขึ้นมากกว่า 20 เซนติเมตร และอัตราการสูงขึ้นรายปีในปัจจุบันเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัวเมื่อเทียบกับช่วงแรกที่เริ่มใช้ระบบดาวเทียมวัด

รายงาน IPCC Sixth Assessment Report (AR6) คาดการณ์ว่าระดับน้ำทะเลเฉลี่ยทั่วโลกจะสูงขึ้น 0.18–0.23 เมตรภายในปี 2050 และอาจสูงถึง 0.38–0.77 เมตรภายในปี 2100 ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประชาคมโลก หากยังคงปล่อยก๊าซในระดับสูงสุด (SSP5-8.5) ระดับน้ำทะเลอาจทะลุ 0.77 เมตรภายในสิ้นศตวรรษนี้

คนไทยจะได้รับผลกระทบอย่างไร?

ประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่ชายฝั่งอย่าง กรุงเทพฯ สมุทรปราการ สมุทรสาคร และจังหวัดทางภาคใต้อย่าง ปัตตานี และ สงขลา ล้วนอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) คาดการณ์ว่าหากระดับน้ำทะเลสูงขึ้น 1 เมตรในอีก 40–100 ปีข้างหน้า จะส่งผลกระทบต่อพื้นที่ชายฝั่งอย่างน้อย 3,200 ตารางกิโลเมตร และกระทบต่อประชากรกว่า 11 ล้านคน หรือราว 17% ของประชากรทั้งประเทศ

สิ่งที่ทำให้กรุงเทพฯ เสี่ยงกว่าเมืองชายฝั่งอื่น ๆ คือปัญหา แผ่นดินทรุด ที่เกิดขึ้นควบคู่กับระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคนิค Munich (TUM) และ Tulane University ระบุว่ากรุงเทพฯ มีอัตราแผ่นดินทรุดอยู่ที่ –8.5 มิลลิเมตรต่อปี ติดอันดับเมืองชายฝั่งที่ทรุดตัวเร็วที่สุดในโลก รองจากจาการ์ตาและเทียนจิน สาเหตุหลักมาจากการสูบน้ำบาดาลและการขยายตัวของเมืองอย่างต่อเนื่องตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา

ดร.สนธิ คชวัฒน์ จากสมาคมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย เตือนว่าหากไม่มีมาตรการลดคาร์บอนอย่างจริงจัง น้ำทะเลอาจรุกล้ำเข้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยาและคลองในกรุงเทพฯ ภายในปี 2030 ท่วมพื้นที่ส่วนสำคัญของเมือง ยิ่งไปกว่านั้น อุณหภูมิโลกที่เพิ่มขึ้นเพียง 1 องศาเซลเซียส อาจทำให้ปริมาณน้ำฝนในกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้นถึง 7% ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำให้หนักขึ้นอีก

ในแง่ การกัดเซาะชายฝั่ง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ระบุว่าไทยสูญเสียพื้นที่ชายฝั่งไปถึง 30 ตารางกิโลเมตรต่อปี ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือพื้นที่บางขุนเทียนที่หายไปแล้วกว่า 2 กิโลเมตรในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา ขณะที่ข้อมูลจากโครงการรับมือสภาพภูมิอากาศของ UNDP พบว่าการกัดเซาะชายฝั่งส่งผลกระทบต่อแนวชายฝั่งยาวกว่า 230 กิโลเมตร โดยเฉพาะในพื้นที่อ่าวไทยตอนบน นอกจากนี้ยังตรวจพบความเสียหายต่อแนวปะการังราว 74.8 ตารางกิโลเมตร หญ้าทะเล 150 ตารางกิโลเมตร และป่าชายเลนอีกกว่า 2,502 ตารางกิโลเมตร

ผลกระทบยังลามไปถึง ภาคเกษตรกรรม เมื่อน้ำทะเลรุกล้ำเข้าสู่พื้นที่เพาะปลูกและแหล่งน้ำจืด ความเค็มที่ปนเปื้อนสร้างปัญหาต่อทั้งสุขภาพของประชาชนและโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นน้ำประปาที่มีความเค็มผิดปกติ หรือถนนหนทางที่เสียหายจากแรงกัดเซาะของน้ำ ล้วนเป็นต้นทุนที่สังคมต้องแบกรับในระยะยาว

แล้วเราจะทำอะไรได้บ้าง?

ในระดับปัจเจก การรู้ทันและวางแผนล่วงหน้าคือจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการประเมินว่าบ้านหรือที่ทำกินอยู่ในพื้นที่เสี่ยงหรือไม่ การยกพื้นบ้าน หรือการเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่ทนความชื้น ในระดับสังคม การส่งเสียงถึงภาครัฐให้ออกนโยบายรับมือน้ำทะเลสูงอย่างจริงจังก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน และในระดับโลก การร่วมกันลดโลกร้อน ทั้งการหันมาใช้พลังงานสะอาดและสนับสนุนกิจกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ถือเป็นรากฐานสำคัญของการแก้ปัญหาในระยะยาว

ด้านภาครัฐ ผู้ว่าฯ กทม. ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ แถลงว่ากรุงเทพฯ มีแผนสร้างระบบกำแพงกันน้ำที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา ในลักษณะเดียวกับ Thames Barrier ในลอนดอน เพื่อสกัดน้ำทะเลไม่ให้ไหลเข้าแม่น้ำ พร้อมกับยกระดับถนนริมทะเลและก่อสร้างเขื่อนกันคลื่น เมื่อเดือนตุลาคม 2024 UNDP ยังได้ร่วมกับกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (กสล.) และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) เปิดตัว 3 โซลูชันสำคัญเพื่อเสริมศักยภาพรับมือในพื้นที่ชายฝั่งอ่าวไทย ได้แก่ แพลตฟอร์มคาดการณ์ความเสี่ยงสภาพภูมิอากาศ มาตรการปรับตัว และกลยุทธ์ทางการเงินเพื่อการปรับตัว ภายใต้ทุนสนับสนุนจาก Green Climate Fund

อย่าเพิ่งคิดว่าเรื่องน้ำทะเลสูงขึ้นเป็นแค่วาระของนักวิทยาศาสตร์หรือรัฐบาล เพราะทุกคนมีส่วนเกี่ยวข้อง และผลกระทบอาจมาใกล้กว่าที่หลายคนคาดไว้มาก ลองมองรอบตัวให้ดี แล้วคุณจะเห็นสัญญาณที่ไม่ควรมองข้ามอีกต่อไป

แหล่งอ้างอิง