รายงานประเมินมหาสมุทรโลกฉบับที่สาม เอกสารวิทยาศาสตร์ที่ครอบคลุมที่สุดเท่าที่เคยมี

องค์การสหประชาชาติเตรียมเปิดตัว World Ocean Assessment ฉบับที่สาม ในวันมหาสมุทรโลก 8 มิถุนายน 2026 รายงานหนาราว 1,600 หน้าฉบับนี้เป็นผลงานจากการทำงานกว่าห้าปีของผู้เชี่ยวชาญเกือบ 600 คนจาก 86 ประเทศ และเป็นการประเมินเชิงบูรณาการระดับโลกเพียงฉบับเดียวที่ครอบคลุมสถานะของสิ่งแวดล้อมทางทะเลทั้งสามมิติ คือ มิติสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม

ในงานพรีวิวที่ Explorers Club นครนิวยอร์กเมื่อค่ำวันที่ 3 มิถุนายน รายงานฉบับนี้ถูกอธิบายว่าอาจเป็น "หนังสือเกี่ยวกับมหาสมุทรที่สำคัญที่สุดเท่าที่เคยมีการเขียนขึ้น" นาย Steven Hill ผู้ช่วยเลขาธิการสหประชาชาติด้านกฎหมาย ระบุว่ารายงานนี้ตอกย้ำสารที่ชัดเจนว่าวิทยาศาสตร์เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ และวางรากฐานสำหรับการทำความเข้าใจความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้น ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงที่ขับเคลื่อนด้วยสภาพภูมิอากาศ ไปจนถึงการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ

รายงานนี้ต่อยอดจากฉบับแรกที่พบว่าสุขภาพมหาสมุทรเสื่อมถอยลงโดยรวม และฉบับที่สองซึ่งเปิดตัวเมื่อเดือนเมษายน 2021 ที่แม้จะระบุถึงสัญญาณบวกบางจุด แต่ยืนยันว่ามหาสมุทรยังเสื่อมถอยต่อเนื่องจากแรงกดดันของมนุษย์ที่ยังไม่ลดลง ฉบับที่สามจึงทำหน้าที่เป็นรายงานกลางทางของทศวรรษแห่งมหาสมุทรของสหประชาชาติ (UN Ocean Decade)

ทำไมมหาสมุทรจึงเป็นเดิมพันของทั้งอาหารและสภาพอากาศ

มหาสมุทรไม่ได้เป็นเพียงฉากหลังของโลก แต่เป็นกลไกหลักที่ค้ำจุนระบบภูมิอากาศและความมั่นคงทางอาหารของมนุษยชาติ ข้อมูลจากสถาบันวิจัย Grantham แห่ง London School of Economics ระบุว่ามหาสมุทรดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่มนุษย์ปล่อยออกมาไว้กว่าหนึ่งในสี่ และดูดซับความร้อนส่วนเกินในระบบภูมิอากาศไว้ราว 90 เปอร์เซ็นต์ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา มหาสมุทรจึงเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนที่ใหญ่ที่สุดของโลก โดยเก็บคาร์บอนไว้ราว 38,000 พันล้านตัน

ในด้านอาหาร ประชากรกว่า 3 พันล้านคนทั่วโลกพึ่งพาทรัพยากรประมงทะเลในระดับใดระดับหนึ่ง ปลาเป็นแหล่งโปรตีนจากสัตว์ราว 17 เปอร์เซ็นต์ของทั้งโลก และในกลุ่มประเทศหมู่เกาะขนาดเล็ก ชุมชนในแอฟริกาตะวันตก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประมงทะเลให้โปรตีนจากสัตว์มากกว่าครึ่งของปริมาณที่บริโภค พร้อมสารอาหารสำคัญอย่างสังกะสี ธาตุเหล็ก และกรดไขมันโอเมกา-3 ประเด็นนี้เกี่ยวพันโดยตรงกับภูมิภาคของไทยที่พึ่งพาทะเลทั้งด้านอาหารและการประกอบอาชีพ

ระบบนิเวศชายฝั่งอย่างป่าชายเลนและหญ้าทะเลยังทำหน้าที่กักเก็บคาร์บอนได้เร็วกว่าป่าบกหลายเท่า และแนวปะการังซึ่งครอบคลุมพื้นที่ไม่ถึง 0.1 เปอร์เซ็นต์ของมหาสมุทร กลับเป็นที่อาศัยของสิ่งมีชีวิตทางทะเลกว่าหนึ่งในสี่ และเกื้อหนุนผู้คนได้ถึงหนึ่งพันล้านคนทั้งด้านการป้องกันชายฝั่ง ประมง และการท่องเที่ยว

แรงกดดันที่สะสมและจุดวิกฤตที่กำลังใกล้เข้ามา

ตามคำแถลงประกอบการเปิดตัวของสหประชาชาติ มหาสมุทรกำลังเผชิญแรงกดดันจากกิจกรรมของมนุษย์ที่รุนแรงและเร่งตัวขึ้น ตั้งแต่ผิวน้ำจนถึงทะเลลึก โดยมีตัวขับเคลื่อนหลักคือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มลพิษ และกิจกรรมของมนุษย์ที่เพิ่มขึ้น แรงกดดันเหล่านี้มักสะสมและรวมตัวกันจนก่อให้เกิดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพในวงกว้าง บั่นทอนระบบนิเวศที่ค้ำจุนการประมง การป้องกันชายฝั่ง และสุขภาพของมนุษย์

ความเสี่ยงที่นักวิทยาศาสตร์เตือนคือ เมื่อน้ำทะเลอุ่นขึ้นต่อเนื่อง ความสามารถในการดูดซับและกักเก็บคาร์บอนของมหาสมุทรอาจลดลง และในบางพื้นที่มหาสมุทรเริ่มปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์กลับสู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งหมายความว่ากลไกที่เคยเป็นกันชนของระบบภูมิอากาศอาจกลายเป็นตัวเร่งปัญหาเสียเอง ขณะที่คลื่นความร้อนในทะเลเพิ่มขึ้นกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา และปริมาณการจับปลาที่ยั่งยืนอาจลดลงได้ถึงหนึ่งในสี่ภายในปลายศตวรรษหากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังดำเนินไปตามแนวโน้มปัจจุบัน

นาง Sylvia Earle นักสมุทรศาสตร์อาวุโส ตั้งข้อสังเกตว่ารายงานยังชี้ให้เห็นขนาดของงานที่ยังต้องทำอีกมาก โดยเฉพาะทะเลลึกที่ยังเป็นพื้นที่ที่มนุษย์เข้าใจน้อยที่สุด เธอเตือนว่าแม้นักวิทยาศาสตร์ในวันนี้จะรู้มากกว่าคนรุ่นก่อน แต่ต้องตระหนักเสมอว่ายังมีสิ่งที่ไม่รู้อีกมหาศาล และไม่ควรมั่นใจเกินไปว่ามีคำตอบที่ถูกต้องครบถ้วนแล้ว

ความรู้อย่างเดียวไม่พอ เสียงเรียกร้องสู่การลงมือทำร่วมกัน

นาย Steven Hill ย้ำว่าความรู้เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะระบบนิเวศมหาสมุทรกำลังเข้าใกล้จุดวิกฤต และทางเลือกที่ตั้งอยู่บนฐานวิทยาศาสตร์ที่ดีที่สุดเท่านั้นที่จะกำหนดอนาคตของมหาสมุทรและประโยชน์ที่มหาสมุทรจะมอบให้ได้ เขายังเน้นว่าองค์ความรู้ต้องครอบคลุมและรวมมุมมองจากหลายสาขา หลายภูมิภาค รวมถึงชนพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่นด้วย

นาย Fabien Cousteau นักรณรงค์ด้านมหาสมุทรและหลานของนักสำรวจชื่อดัง Jacques Cousteau กล่าวในงานว่ามนุษย์ทั้งหมดอยู่ในชุมชนเดียวกันและต้องพายเรือไปในทิศทางเดียวกัน ทางออกเดียวคือการร่วมมือกัน ด้านนาง Bahia Tahzib-Lie เอกอัครราชทูตและรองผู้แทนถาวรของราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ประจำสหประชาชาติ ในฐานะประธานร่วมของการประเมิน ระบุว่ารายงานฉบับนี้เป็นแผนที่นำทางที่ทรงพลังสำหรับการลงมือทำผ่านความร่วมมือระดับโลกและพหุภาคีนิยม

รายงานฉบับเต็มจะเผยแพร่ต่อสาธารณะในวันที่ 8 มิถุนายน 2026 บนเว็บไซต์ของกระบวนการประเมินมหาสมุทรของสหประชาชาติ คำถามที่เหลือสำหรับประเทศที่พึ่งพาทะเลอย่างไทยจึงไม่ใช่ว่าหลักฐานเพียงพอแล้วหรือยัง แต่เป็นว่าจะแปลงหลักฐานเหล่านี้ให้กลายเป็นนโยบายและการจัดการที่เป็นรูปธรรมได้เร็วเพียงใด