ปัญหาไม่ใช่ "คิดไม่ออก" แต่เป็น "ส่งไม่ถึง"
ในเวที STI Forum 2026 ของสหประชาชาติ ซึ่งเป็นการประชุมว่าด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ภาพที่ถูกหยิบยกขึ้นมาไม่ใช่ความขาดแคลนของไอเดีย แต่เป็นความจริงที่ว่านวัตกรรมจำนวนมากซึ่งพัฒนาขึ้นในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนากลับเดินทางไปไม่ถึงผู้คนที่ต้องการใช้งานมากที่สุด
ลก บาฮาดูร์ ทาปา ประธานคณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติ (ECOSOC) สรุปประเด็นนี้ไว้สั้น ๆ ว่าสิ่งที่โลกกำลังเผชิญไม่ใช่ช่องว่างด้านนวัตกรรม แต่เป็นช่องว่างด้านการเข้าถึง นวัตกรจำนวนมากยังถูกตัดขาดจากแหล่งทุนและตลาด ขณะที่โซลูชันจำนวนมากก็ไปไม่ถึงชุมชนปลายทาง
ตัวอย่างที่ถูกนำเสนอในเวทีครอบคลุมหลายภาคส่วน ตั้งแต่สตาร์ตอัปที่ใช้โดรนเก็บข้อมูลร่วมกับปัญญาประดิษฐ์เพื่อชี้จุดเสี่ยงแพร่พันธุ์ของยุงในการควบคุมไข้มาลาเรียในแอฟริกา การรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์ในแซมเบีย พลังงานแสงอาทิตย์ในอาร์เจนตินา ไปจนถึงศูนย์พลังงานหมุนเวียนระดับชุมชนในไนจีเรีย หลี่ จุนหัว รองเลขาธิการสหประชาชาติฝ่ายกิจการเศรษฐกิจและสังคม ระบุว่านวัตกรรมจะได้ผลมากที่สุดเมื่อมาพร้อมความร่วมมือ การเป็นเจ้าของโดยคนในพื้นที่ และเส้นทางที่ชัดเจนในการขยายผล
สามด่านที่ทำให้ "ของดี" เดินทางไปไม่ถึง
เมื่อแยกองค์ประกอบของปัญหาออกมา จะเห็นว่าสิ่งที่ขวางอยู่ระหว่างนวัตกรรมกับผู้ใช้ปลายทางมักเป็นชุดอุปสรรคเดิมที่ทับซ้อนกันสามด้าน
ทุนและการเข้าถึงตลาด
นวัตกรในระยะเริ่มต้นจำนวนมากมีผลงานที่ใช้งานได้จริง แต่ขาดเงินทุนและช่องทางเข้าสู่ตลาดที่จะทำให้ผลงานนั้นผลิตซ้ำและกระจายในวงกว้างได้ เมื่องบช่วยเหลือระหว่างประเทศหดตัวลง ความคุ้มค่าต่อต้นทุนยิ่งกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญ และโครงการที่หาเงินทุนหมุนเวียนต่อเนื่องไม่ได้ก็มักหยุดอยู่เพียงระดับต้นแบบ
โครงสร้างพื้นฐาน
เทคโนโลยีจำนวนหนึ่งต้องการเงื่อนไขแวดล้อมจึงจะทำงานได้ ยาและชุดตรวจวินิจฉัยหลายชนิดต้องการไฟฟ้าที่เสถียร ระบบทำความเย็น และห่วงโซ่ขนส่งที่ต่อเนื่องไปถึงพื้นที่ปลายทาง เมื่อโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ขาดหาย นวัตกรรมที่ "มีอยู่แล้ว" ก็ไม่สามารถถูกใช้งานได้จริงในพื้นที่ห่างไกล
การออกแบบที่ไม่ได้ตั้งต้นจากผู้ใช้
ริตา ออร์จี ศาสตราจารย์ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ที่เติบโตจากหมู่บ้านห่างไกลทางตะวันออกเฉียงใต้ของไนจีเรียซึ่งไม่มีไฟฟ้าและน้ำประปา ตั้งข้อสังเกตว่าเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ส่วนใหญ่ถูกออกแบบบนสมมติฐานว่าผู้ใช้อ่านออกเขียนได้ ใช้ภาษาอังกฤษ และคุ้นเคยกับเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่คนจำนวนมากบนโลกไม่ได้มี เธอเรียกเครื่องมือลักษณะนี้ว่าฉลาดในเชิงเทคนิคแต่ใช้ประโยชน์ในเชิงการพัฒนาไม่ได้ และมองว่าแนวคิดที่ออกแบบเทคโนโลยีในประเทศพัฒนาแล้วก่อนแล้วจึงนำไปติดตั้งในประเทศกำลังพัฒนานั้นเป็นการมองกลับด้าน
บทเรียนที่ตรงกับไทย
โจทย์เดียวกันนี้คุ้นเคยสำหรับไทย ในด้านพลังงาน ประเทศมีทั้งโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริดในเขื่อนขนาดใหญ่ และระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์แบบอิสระที่ออกแบบมาสำหรับพื้นที่ชนบทซึ่งสายส่งเข้าไม่ถึง เช่นเดียวกับด้านสุขภาพที่มีการพัฒนานวัตกรรมสำหรับการดูแลตัวเองให้เข้าถึงง่ายและประหยัดค่าใช้จ่ายมากขึ้น
แต่การมีเทคโนโลยีอยู่ไม่ได้แปลว่ามันกระจายถึงทุกคนโดยอัตโนมัติ เอกสารด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานของไทยเองชี้ว่าอุปสรรคพื้นฐานข้อหนึ่งของการเข้าถึงพลังงานแสงอาทิตย์คือความไม่สมมาตรของข้อมูล เงินทุน และโอกาส ระบบที่ติดตั้งในพื้นที่ห่างไกลยังต้องอาศัยการดูแลรักษาและการมีส่วนร่วมของชุมชนจึงจะใช้งานได้อย่างยั่งยืน ดังกรณีของชุมชนที่บริหารระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ด้วยกลไกการมีส่วนร่วม ตั้งแต่ร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ ไปจนถึงร่วมติดตามประเมินผล
กลุ่มที่มักได้รับผลกระทบมากที่สุดเมื่อระบบกระจายอ่อนแอคือประชากรในพื้นที่ห่างไกลและกลุ่มเปราะบาง ซึ่งเป็นปลายทางกลุ่มเดียวกับที่เวทีของสหประชาชาติกำลังพูดถึง
ออกแบบจาก "ปลายทาง" ไม่ใช่แค่ผลิตจาก "ต้นทาง"
หากความขาดแคลนไม่ได้อยู่ที่ตัวนวัตกรรม แต่อยู่ที่ระบบส่งมอบ คำถามสำหรับผู้กำหนดนโยบายและผู้พัฒนาก็เปลี่ยนไป จากเดิมที่ถามว่าจะสร้างอะไรได้บ้าง มาเป็นจะทำให้สิ่งที่สร้างแล้วไปถึงคนที่ต้องการได้อย่างไร เงื่อนไขเรื่องทุน โครงสร้างพื้นฐาน การมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ และการออกแบบที่เริ่มจากบริบทของผู้ใช้จริง จึงไม่ใช่สิ่งที่ค่อยมาเติมในภายหลัง แต่เป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบตั้งแต่ต้นทาง






