655 ล้านคนยังไม่มีไฟฟ้าใช้ ตัวเลขที่โลกยังแก้ไม่ตก
รายงาน Tracking SDG 7: The Energy Progress Report ฉบับล่าสุด ซึ่งจัดทำร่วมกันโดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ทบวงการพลังงานหมุนเวียนระหว่างประเทศ (IRENA) ธนาคารโลก และหน่วยงานสถิติของสหประชาชาติ ระบุว่าปัจจุบันยังมีประชากรโลกราว 655 ล้านคน หรือประมาณร้อยละ 8 ของประชากรทั้งหมด ที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ และอีกราว 2 พันล้านคนยังต้องพึ่งเชื้อเพลิงที่ก่อมลพิษในการประกอบอาหาร ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิต
ภูมิภาคที่แบกรับภาระหนักที่สุดคือแอฟริกาใต้สะฮารา ซึ่งมีผู้ไม่มีไฟฟ้าใช้กว่า 560 ล้านคน และอีก 970 ล้านคนเข้าไม่ถึงพลังงานสะอาดสำหรับปรุงอาหาร รายงานชี้ว่าอัตราการเข้าถึงไฟฟ้าทั่วโลกหยุดนิ่งอยู่ที่ร้อยละ 92 ในปี 2024 และหากต้องการบรรลุเป้าหมายการเข้าถึงพลังงานถ้วนหน้าภายในปี 2030 ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อที่ 7 (SDG 7) อัตราการขยายระบบไฟฟ้าต้องเร่งขึ้นเป็นสามเท่าของปัจจุบัน
ท่ามกลางข่าวร้าย รายงานยังมีสัญญาณบวก พลังงานหมุนเวียนขยายตัวต่อเนื่องจนมีสัดส่วนเกินร้อยละ 30 ของการใช้ไฟฟ้าทั่วโลก ขณะที่เงินทุนสาธารณะระหว่างประเทศเพื่อสนับสนุนพลังงานสะอาดในประเทศกำลังพัฒนาเพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 24,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รายงานฉบับนี้ถูกนำเสนอต่อผู้กำหนดนโยบายในเวทีการเมืองระดับสูงว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน (HLPF) ที่นครนิวยอร์กในสัปดาห์นี้
แถลงการณ์ร่วม 4 องค์กร กลไกใหม่ที่เกิดจากวิกฤต
ในสัปดาห์เดียวกัน ผู้นำของ 4 องค์กรระหว่างประเทศ ได้แก่ IEA กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กลุ่มธนาคารโลก และองค์การการค้าโลก (WTO) ประชุมร่วมกันเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม และออกแถลงการณ์ร่วมฉบับใหม่ ภายใต้กลไกที่เรียกว่ากลุ่มประสานงานระดับสูง ซึ่งจัดตั้งขึ้นตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา เพื่อรับมือผลกระทบด้านพลังงาน การค้า และเศรษฐกิจจากสงครามในตะวันออกกลาง
สาระของแถลงการณ์ระบุว่าเศรษฐกิจโลกโดยรวมยังยืดหยุ่นต่อแรงกระแทกจากสงคราม แต่ผลกระทบกระจายตัวอย่างไม่เท่าเทียม โดยประเทศเปราะบางที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานได้รับผลหนักที่สุด ทั้งจากราคาเชื้อเพลิงและปุ๋ยที่สูงขึ้น ความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น และความเสี่ยงต่อการจ้างงาน ทั้ง 4 องค์กรยืนยันจะติดตามสถานการณ์และประสานการช่วยเหลือประเทศสมาชิกอย่างต่อเนื่อง
อ่านสัญญาณ เมื่อพลังงานกลายเป็นวาระร่วมของเงินทุนและการค้า
หากมองแยกกัน ทั้งสองเหตุการณ์คือรายงานประจำปีหนึ่งฉบับกับแถลงการณ์รับมือวิกฤตหนึ่งฉบับ แต่หากมองรวมกันในเชิงโครงสร้าง จะเห็นแนวโน้มที่นักวิเคราะห์นโยบายหลายฝ่ายเริ่มจับตา นั่นคือประเด็นพลังงานกำลังถูกยกระดับจากวาระเฉพาะด้านขึ้นเป็นวาระร่วมของสถาบันที่กำกับดูแลเศรษฐกิจ เงินทุน และการค้าโลกพร้อมกัน
นี่เป็นครั้งแรกที่องค์กรซึ่งดูแลพลังงาน การเงินมหภาค เงินกู้เพื่อการพัฒนา และกติกาการค้า ตั้งกลไกประสานงานถาวรร่วมกันในประเด็นที่มีพลังงานเป็นแกนกลาง ขณะที่รายงาน SDG 7 เองก็ย้ำว่าการเร่งพลังงานหมุนเวียนภายในประเทศคือหัวใจของทั้งความมั่นคงทางพลังงานและความสามารถในการรับมือแรงกระแทกทางเศรษฐกิจ เมื่อสองกระแสนี้บรรจบกัน ทิศทางที่เป็นไปได้คือมาตรฐานด้านพลังงานสะอาดและความมั่นคงทางพลังงานจะถูกถักทอเข้าไปในเงื่อนไขการปล่อยกู้ การประเมินความเสี่ยงของประเทศ และข้อพิจารณาทางการค้ามากขึ้นเรื่อยๆ แม้จะยังไม่มีการประกาศเป็นกรอบทางการก็ตาม
ทำไมจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว
สำหรับประเทศกำลังพัฒนา สถาบันทั้งสี่นี้คือผู้กำหนดต้นทุนของเงินทุนและเงื่อนไขการเข้าถึงตลาดโดยตรง เมื่อสถาบันเหล่านี้ประเมินประเทศผ่านเลนส์เดียวกันว่าโครงสร้างพลังงานของประเทศนั้นเปราะบางหรือยืดหยุ่นเพียงใด ประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลสูงย่อมถูกมองว่ามีความเสี่ยงมหภาคสูงตามไปด้วย ซึ่งสะท้อนกลับมาที่อันดับความน่าเชื่อถือ ต้นทุนกู้ยืม และความน่าดึงดูดของการลงทุน

ไทยอยู่ตรงไหนในกระดานนี้
ประเทศไทยวางตัวเชื่อมกับกลไกการเงินสีเขียวระหว่างประเทศมาระยะหนึ่งแล้ว ผ่านกองทุนภูมิอากาศสีเขียว (GCF) ซึ่งมีทั้งโครงการเสริมสร้างความพร้อม (Readiness) เพื่อยกระดับกองทุนสิ่งแวดล้อมของไทยให้เป็นกลไกการเงินภูมิอากาศระดับชาติที่ได้มาตรฐานสากล โครงการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในลุ่มน้ำยม-น่าน และการประชุมเชิงปฏิบัติการระดับชาติเพื่อระบุช่องว่างด้านการปรับตัวเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกันไทยยังรับความช่วยเหลือทางเทคนิคจากศูนย์และเครือข่ายเทคโนโลยีภูมิอากาศ (CTCN) ของสหประชาชาติ ในด้านประสิทธิภาพพลังงานของภาคอาคาร
ความเชื่อมโยงเหล่านี้คือแต้มต่อ เพราะเมื่อมาตรฐานพลังงานถูกผูกเข้ากับเงื่อนไขทางการเงินและการค้าจริง ประเทศที่มีโครงสร้างสถาบัน ระบบตรวจวัด และช่องทางเข้าถึงเงินทุนสีเขียวพร้อมอยู่แล้ว จะเปลี่ยนผ่านได้เร็วกว่าและถูกกว่า แต่แต้มต่อบนกระดาษจะมีความหมายก็ต่อเมื่อถูกแปลงเป็นนโยบายที่จับต้องได้ ทั้งการเร่งสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในแผนพลังงานชาติ การทำให้กลไกการเงินภูมิอากาศในประเทศใช้งานได้จริง และการเตรียมภาคส่งออกให้พร้อมรับมาตรฐานคาร์บอนที่เข้มขึ้นของคู่ค้า
สัญญาณจากสัปดาห์นี้ไม่ได้บอกว่ากติกาใหม่จะมาถึงเมื่อใด แต่บอกชัดว่าสถาบันที่กุมพลังงาน เงินทุน และการค้าโลกกำลังคิดและพูดด้วยเสียงเดียวกันแล้ว คำถามสำหรับไทยจึงไม่ใช่ว่าจะตามทันหรือไม่ แต่คือจะใช้ช่วงเวลาที่ยังมีแต้มต่ออยู่นี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อย่างไร






