วิทย์-เทคโนโลยี

โมเดล NASA–SBA ดันเศรษฐกิจอวกาศ บทเรียนสำหรับไทย

NASA จับมือ SBA เปิดโครงการ SBIC-NASA ดึงทุนเอกชนเข้าสู่อุตสาหกรรมอวกาศ ผ่านกลไกที่รัฐกำหนดโจทย์เทคโนโลยี ไทยถอดบทเรียนอะไรได้จากการเชื่อม GISTDA เข้ากับระบบส่งเสริม SME

โมเดล NASA–SBA ดันเศรษฐกิจอวกาศ บทเรียนสำหรับไทย

NASA จับมือ SBA ทำอะไร และกลไก "SBIC-NASA" คืออะไร

เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2026 NASA และสำนักงานบริหารธุรกิจขนาดเล็กของสหรัฐ (Small Business Administration หรือ SBA) ลงนามบันทึกข้อตกลง (Memorandum of Agreement) ที่สำนักงานใหญ่ NASA กรุงวอชิงตัน เพื่อจัดตั้งโครงการร่วมระหว่างหน่วยงานที่ใช้ชื่อว่า SBIC-NASA Initiative โดยมี Jared Isaacman ผู้บริหาร NASA และ Kelly Loeffler ผู้บริหาร SBA ร่วมลงนาม

หัวใจของโครงการคือการเชื่อมสำนักงานทุนยุทธศาสตร์ที่ตั้งขึ้นใหม่ของ NASA (Office of Strategic Capital) เข้ากับโปรแกรม Small Business Investment Company หรือ SBIC ที่ SBA ดำเนินการอยู่เดิม โดยแบ่งบทบาทชัดเจน NASA ทำหน้าที่กำหนดโจทย์เทคโนโลยีอวกาศเชิงยุทธศาสตร์และระบุจุดที่ห่วงโซ่อุปทานยังขาด ส่วน SBA นำโจทย์เหล่านั้นไปดึงดูดและออกใบอนุญาตให้กองทุนลงทุนภาคเอกชนที่ผ่านคุณสมบัติ

เงื่อนไขที่เป็นกลไกบังคับคือ กองทุนที่เข้าร่วมต้องผูกพันว่าจะลงทุนอย่างน้อยร้อยละ 60 ของเงินทุนไปในกลุ่มเทคโนโลยีที่ NASA ระบุไว้ ขณะที่โปรแกรม SBIC จะเติมทุนสมทบเข้าไปกับเงินทุนเอกชนที่กองทุนระดมได้ ทั้งนี้ NASA ระบุว่าจะเริ่มจัดเวทีบรรยายทางเทคนิคและกิจกรรมจับคู่ระหว่างธุรกิจขนาดเล็กกับผู้จัดการกองทุนในไตรมาสที่สามของปี 2026 ทั้งหมดนี้ผูกกับนโยบายอวกาศแห่งชาติของสหรัฐที่เน้นความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานและฐานอุตสาหกรรมในประเทศ เพื่อรองรับเป้าหมายการมีฐานปฏิบัติการต่อเนื่องบนดวงจันทร์และดาวอังคาร

ทำไมจึงเป็น "สะพานทุน" ไม่ใช่แค่เงินอุดหนุน

จุดที่ทำให้โมเดลนี้ต่างจากการให้เงินอุดหนุนวิจัยทั่วไป คือมันไม่ใช่การที่รัฐจ่ายเงินก้อนให้บริษัทโดยตรง แต่เป็นการใช้เงินรัฐไปขยายเพดานเงินลงทุนของเอกชน รัฐกำหนดทิศทางว่าต้องการเทคโนโลยีด้านใด แล้วปล่อยให้กลไกตลาดทุนคัดเลือกผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ โดยมีเงื่อนไขร้อยละ 60 เป็นตัวบังคับให้เงินไหลไปในทิศทางที่เป็นยุทธศาสตร์

โครงสร้างแบบนี้ตอบโจทย์ปัญหาคลาสสิกของธุรกิจขนาดเล็กในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง นั่นคือช่องว่างของทุน ผู้ผลิตชิ้นส่วนหรือผู้พัฒนาเทคโนโลยีรายเล็กมักมีความสามารถทางวิศวกรรม แต่เข้าไม่ถึงเงินทุนก้อนใหญ่พอจะขยายกำลังการผลิตให้ทันความต้องการของภารกิจอวกาศ การที่หน่วยงานอวกาศของรัฐทำหน้าที่รับรองโจทย์ ช่วยลดความไม่แน่นอนให้นักลงทุน เพราะมีสัญญาณชัดว่าอุปสงค์จากภาครัฐมีจริงและมีทิศทาง

เศรษฐกิจอวกาศของไทยอยู่ตรงไหน

ฝั่งไทยมีฐานที่ไม่เล็ก ข้อมูลจากสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ระบุว่าปัจจุบันมีกิจการที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอวกาศและอุตสาหกรรมต่อเนื่องกว่า 35,600 กิจการ สร้างรายได้ให้ประเทศประมาณ 56,122 ล้านบาทต่อปี และรัฐบาลได้จัดให้อุตสาหกรรมอวกาศเป็นหนึ่งในสิบอุตสาหกรรมเป้าหมาย หรือ S-Curve ที่วางไว้เป็นเครื่องยนต์ใหม่ของการเติบโต

ในเชิงโครงสร้าง ไทยมีคณะกรรมการนโยบายอวกาศแห่งชาติ และมี GISTDA ทำหน้าที่เสมือนหน่วยงานอวกาศแห่งชาติอยู่แล้ว ทั้งงานกำกับดูแลและงานปฏิบัติการ อย่างไรก็ตาม ร่างพระราชบัญญัติกิจการอวกาศซึ่งคณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2564 ยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาและยังไม่ประกาศใช้ ทำให้กลไกบางอย่าง เช่น การจัดตั้งหน่วยงานกำกับอย่างเป็นทางการ ยังไม่ครบถ้วน ขณะที่เพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์เพิ่งจัดตั้งองค์การอวกาศแห่งชาติของตนเอง

nasa-sba-space-economy-thailand

บทเรียนที่ไทยถอดได้ — สะพานที่ยังขาด

สิ่งที่โมเดล NASA-SBA ชี้ให้เห็นไม่ใช่เรื่องจรวดหรือเทคโนโลยี แต่คือการออกแบบสะพานเชื่อมระหว่างหน่วยงานที่ถือโจทย์เทคโนโลยี กับระบบที่ถือเครื่องมือทางการเงินและการส่งเสริมผู้ประกอบการ ในกรณีสหรัฐคือ NASA จับคู่กับ SBA สำหรับไทย หน่วยงานที่ถือโจทย์คือ GISTDA แต่เครื่องมือด้านทุนและการส่งเสริม SME กระจายอยู่หลายที่ ทั้งสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และหน่วยงานสนับสนุนนวัตกรรมอย่าง NIA หรือ depa

ใครกำหนดโจทย์ ใครระดมทุน

ในโมเดลสหรัฐ การแบ่งบทบาทชัดเจนว่าใครกำหนดโจทย์เทคโนโลยีและใครทำหน้าที่ดึงทุน หากไทยยังให้ GISTDA ทำงานด้านเทคโนโลยีแยกจากระบบส่งเสริมการลงทุนและ SME การส่งสัญญาณอุปสงค์จากภาครัฐไปยังตลาดทุนก็จะไม่ชัด นักลงทุนที่สนใจอุตสาหกรรมอวกาศจึงขาดหลักยึดว่ารัฐต้องการเทคโนโลยีด้านใดและพร้อมเป็นผู้ซื้อหรือไม่

กลไกร่วมลงทุนแบบมีเงื่อนไขทิศทาง

อีกบทเรียนคือเงื่อนไขร้อยละ 60 ที่บังคับให้ทุนไหลไปในทิศทางยุทธศาสตร์ ถือเป็นตัวอย่างของการใช้เงินรัฐแบบสมทบทุนแทนการอุดหนุนตรง ไทยมีเครื่องมือร่วมลงทุนและสิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุนอยู่แล้ว แต่ยังไม่ได้ผูกเข้ากับโจทย์เทคโนโลยีอวกาศที่กำหนดโดยหน่วยงานวิจัยอย่างเป็นระบบ เวทีจับคู่ธุรกิจอย่าง Thailand Space Week เป็นจุดเริ่มที่ดี แต่ยังต่างจากกลไกที่มีงบประมาณและการออกใบอนุญาตกองทุนรองรับอย่างของ SBA

โมเดล SBIC-NASA ยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้นและต้องรอดูผลในทางปฏิบัติ แต่สำหรับไทย คำถามที่ตามมาไม่ใช่ว่าจะมีนโยบายเศรษฐกิจอวกาศหรือไม่ เพราะมีอยู่แล้วในแผน หากแต่เป็นว่าใครจะเป็นผู้สร้างสะพานเชื่อมโจทย์ของหน่วยงานอวกาศเข้ากับเงินทุนและผู้ประกอบการรายกลางและรายเล็ก ก่อนที่หน้าต่างโอกาสของอุตสาหกรรมมูลค่าสูงนี้จะแคบลง

บทความที่เกี่ยวข้อง