ใครที่เคยแข่งกดซื้อบัตรคอนเสิร์ตแล้วบัตรหมดในไม่กี่นาที หรือจ่ายเงินไปแล้วแต่งานถูกยกเลิก มีสองข่าวที่เกี่ยวกับการซื้อบัตรคอนเสิร์ตให้ปลอดภัยโดยตรง เมื่อ 15 ต.ค. 2569 คณะกรรมการการค้าแห่งสหพันธรัฐสหรัฐฯ (Federal Trade Commission หรือ FTC) ประกาศฟ้องบริษัทโบรกเกอร์บัตร REPS & Company Inc. ข้อหากวาดซื้อบัตรคอนเสิร์ตและงานแสดงสดเกินโควตา ส่วนในไทย ไทยรัฐรายงานว่า รัฐมนตรีกำกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) สั่งตรวจสอบกรณีบัตรคอนเสิร์ตในญี่ปุ่นที่ถูกยกเลิก เมื่อ 27 ต.ค.
สองเรื่องนี้เป็นคนละปัญหากัน ฝั่งสหรัฐฯ เป็นเรื่องวิธีซื้อบัตรจำนวนมหาศาลจนคนทั่วไปแย่งซื้อยาก ฝั่งไทยเป็นเรื่องงานถูกยกเลิกและการตามเงินคืน ไม่มีข้อมูลที่ระบุว่าสองเรื่องเกี่ยวข้องกัน แต่เมื่ออ่านคู่กัน จะเห็นว่าความเสี่ยงของผู้ซื้อบัตรมีทั้งช่วงก่อนซื้อและช่วงหลังจ่ายเงิน
สหรัฐฯ ฟ้องโบรกเกอร์ ถูกกล่าวหากวาดซื้อบัตรกว่า 18.5 ล้านใบ
FTC ฟ้อง REPS & Company Inc. พร้อมผู้บริหาร 3 คน คือ ไรอัน แพนเชอรี (Ryan Pancheri) ซีอีโอ ไบรอัน อาร์ชิบัลด์ (Brian Archibald) ประธานบริษัท และนิโคลัส โตตากรานเด (Nicholas Totagrande) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO) กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ (Department of Justice หรือ DOJ) เป็นผู้ยื่นฟ้องแทน FTC ที่ศาลแขวงสหรัฐฯ เขตใต้ของแคลิฟอร์เนีย คณะกรรมาธิการ FTC ลงมติ 2-0 ให้ส่งเรื่องฟ้อง
ตามประกาศของ FTC บริษัทถูกกล่าวหาว่าซื้อบัตรเกิน 8 ใบในงานอย่างน้อย 83,500 งาน ใช้เงินกว่า 1.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ได้บัตรกว่า 18.5 ล้านใบ และได้กำไรจากการขายต่ออย่างน้อย 120.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ตัวอย่างหนึ่งในคำฟ้องคือคอนเสิร์ต Beyoncé Renaissance ที่เมืองแคนซัสซิตี รัฐมิสซูรี เมื่อปี 2566 คำฟ้องระบุว่าใช้ 1,300 บัญชีซื้อบัตรรวม 7,624 ใบ และทำกำไร 833,000 ดอลลาร์สหรัฐ
คำฟ้องอ้างกฎหมาย Better Online Ticket Sales Act (BOTS Act) ซึ่งห้ามหลบเลี่ยงมาตรการรักษาความปลอดภัยหรือระบบควบคุมการเข้าถึงที่ผู้จำหน่ายบัตรใช้บังคับโควตาการซื้อ นอกจากนี้ยังอ้างว่าผู้บริหารหารือกันถึงวิธีไม่ให้บัญชีที่ใช้ซื้อถูกบล็อก
ทั้งหมดนี้เป็นข้อกล่าวหาในคำฟ้อง ศาลยังไม่ตัดสิน จำเลยจึงยังไม่ถูกตัดสินว่ามีความผิด
การกวาดซื้อบัตรกระทบผู้ซื้อทั่วไปอย่างไร
ระบบจำกัดจำนวนซื้อต่อคนเป็นวิธีที่ผู้จำหน่ายบัตรใช้ควบคุมว่าผู้ซื้อแต่ละรายซื้อได้กี่ใบต่อหนึ่งงาน ถ้ามีผู้ซื้อรายเดียวใช้บัญชีนับพันเข้าแย่งกด บัตรที่เหลือให้คนทั่วไปก็น้อยลงตามไปด้วย ข้อกล่าวหาในคดีนี้คือซื้อเกิน 8 ใบ ในงานอย่างน้อย 83,500 งาน
เมื่อบัตรถูกซื้อไปขายต่อ ผู้ซื้อที่กดไม่ทันต้องไปหาซื้อในตลาดมือสอง ที่ราคาขึ้นอยู่กับผู้ขายต่อ คำฟ้องระบุกำไรจากการขายต่ออย่างน้อย 120.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ข่าวนี้ไม่ได้ระบุว่าเกิดกับงานในไทย และไม่เกี่ยวกับกรณีบัตรที่ถูกยกเลิกในญี่ปุ่น แต่ก็เป็นเครื่องเตือนว่าการซื้อบัตรต้องระวังทั้งเรื่องราคาและที่มาของบัตร
สคบ. สั่งตรวจสอบกรณีบัตรคอนเสิร์ตในญี่ปุ่นที่ถูกยกเลิก
ไทยรัฐรายงานว่า กลุ่มผู้ซื้อบัตรคอนเสิร์ตในญี่ปุ่นที่ถูกยกเลิกร้องเรียนต่อ สคบ. เมื่อ 26 ต.ค. และรัฐมนตรีกำกับ สคบ. สั่งการในวันถัดมา รายงานฉบับเดียวกันไม่ได้ระบุชื่อศิลปินหรืองาน จำนวนผู้เสียหาย หรือยอดเงิน จึงยังไม่มีตัวเลขเหล่านี้ให้ยืนยัน
ตามที่ไทยรัฐรายงาน รัฐมนตรีสั่งให้เลขาธิการ สคบ. ตรวจสอบการขายบัตร ผู้รับเงิน และสถานะการคืนเงิน จากนั้นให้ไกล่เกลี่ยระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย พิจารณาฟ้องคดีแทนผู้บริโภค และตรวจโฆษณาขายบัตรที่เข้าข่ายเท็จหรือเกินจริง ถ้าพบว่าเข้าข่ายฉ้อโกง ให้ประสานตำรวจ
ตอนนี้เรื่องอยู่ในขั้นตรวจสอบและไกล่เกลี่ย ยังไม่มีข้อมูลว่าผู้ซื้อจะได้เงินคืนเมื่อไรหรือเท่าไร ผู้ที่อยู่ในกรณีนี้ควรติดตามประกาศจาก สคบ. โดยตรง

ซื้อบัตรคอนเสิร์ตให้ปลอดภัย เก็บหลักฐานและแจ้งเรื่องอย่างไร
ไม่ว่าจะซื้อบัตรจากช่องทางไหน หลักฐานคือสิ่งที่ช่วยให้ตามเรื่องได้ง่ายที่สุดเมื่อมีปัญหา ตามที่ไทยรัฐรายงาน ควรเก็บสิ่งต่อไปนี้ไว้
- หลักฐานการซื้อบัตร
- สลิปโอนเงิน
- แชตสนทนากับผู้ขายหรือผู้จัด
- โฆษณาขายบัตรที่ทำให้ตัดสินใจซื้อ
ถ้าเกิดปัญหา แจ้งได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 แอป OCPB Connect หรือเว็บไซต์ www.ocpb.go.th และถ้าสงสัยว่าเข้าข่ายฉ้อโกง ควรแจ้งความกับตำรวจด้วย
ก่อนจ่ายเงิน ลองถามตัวเองว่าซื้อจากใคร และถ้างานถูกยกเลิก จะตามเงินจากใครได้ การซื้อผ่านช่องทางที่ผู้จัดประกาศไว้ชัดเจนช่วยให้รู้ว่าเงินไปอยู่ที่ใคร ส่วนการซื้อบัตรจากผู้ขายต่อหรือการโอนต่อ หลักฐานในแชตและสลิปโอนเงินอาจเป็นสิ่งเดียวที่ผู้ซื้อมี จึงควรบันทึกไว้ตั้งแต่ก่อนโอนเงิน และระวังโฆษณาที่ให้ข้อมูลเกินจริง
ที่มา: ประกาศของ FTC เรื่องการฟ้อง REPS & Company Inc. และรายงานข่าวของไทยรัฐเรื่องการสั่งการของรัฐมนตรีกำกับ สคบ. (ข้อมูลฝั่งไทยอ้างตามรายงานของไทยรัฐ)







