ภัยไซเบอร์กำลังเป็นปัญหาใหญ่ในสังคมไทย โดยเฉพาะการหลอกลวงทางออนไลน์ที่มีรูปแบบซับซ้อนและยากต่อการตรวจจับ ธนาคารแห่งประเทศไทยได้เผยถึง 3 รูปแบบการหลอกลวงที่คนไทยตกเป็นเหยื่อมากที่สุด พร้อมแนะนำวิธีป้องกันเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ BOT


1. มิจฉาชีพบนโซเชียลมีเดีย

มิจฉาชีพใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เช่น Facebook, Line หรือ Instagram เพื่อปลอมตัวเป็นเพื่อนหรือคนรู้จัก แล้วส่งข้อความขอให้โอนเงินหรือให้ข้อมูลส่วนตัว

วิธีป้องกัน:

  • หากได้รับข้อความขอให้โอนเงิน ควรติดต่อสอบถามกับเจ้าของบัญชีผ่านช่องทางอื่นเพื่อยืนยันตัวตนก่อน

  • อย่าเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวหรือรหัสผ่านผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย


2. อีเมลหลอกลวง (Phishing)

มิจฉาชีพส่งอีเมลปลอมแปลงเป็นธนาคารหรือหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อหลอกให้เหยื่อกรอกข้อมูลส่วนตัวหรือคลิกลิงก์ที่เป็นอันตราย

วิธีป้องกัน:

  • ตรวจสอบที่อยู่อีเมลผู้ส่งว่าเป็นของหน่วยงานจริงหรือไม่

  • หลีกเลี่ยงการคลิกลิงก์ในอีเมลที่ไม่น่าเชื่อถือ

  • อย่าให้ข้อมูลส่วนตัวผ่านอีเมล


3. การขโมยข้อมูลส่วนบุคคล (Data Theft)

มิจฉาชีพใช้วิธีการต่าง ๆ เช่น การแฮกบัญชีหรือการใช้มัลแวร์ เพื่อขโมยข้อมูลส่วนตัวของเหยื่อ แล้วนำไปใช้ในการทำธุรกรรมทางการเงินโดยไม่ได้รับอนุญาต

วิธีป้องกัน:

  • ใช้รหัสผ่านที่รัดกุมและเปลี่ยนรหัสผ่านเป็นประจำ

  • ติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัสและมัลแวร์

  • หลีกเลี่ยงการใช้ Wi-Fi สาธารณะในการทำธุรกรรมทางการเงิน


มาตรการป้องกันจากธนาคารแห่งประเทศไทย

ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกมาตรการเพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงจากภัยไซเบอร์ เช่น

  • ห้ามส่งลิงก์ผ่าน SMS หรืออีเมลที่อาจเป็นช่องทางหลอกลวง

  • จำกัดการใช้งาน Mobile Banking ให้มีเพียง 1 บัญชีผู้ใช้งานต่ออุปกรณ์

  • ใช้ระบบยืนยันตัวตนด้วยการสแกนใบหน้า

  • จัดตั้งระบบ Central Fraud Registry (CFR) เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต