วิทย์-เทคโนโลยี

PPWR ด่านล่องหนบรรจุภัณฑ์ไทยสู่ตลาดยุโรป

PPWR ของ EU เริ่มบังคับ ส.ค. 2026 บรรจุภัณฑ์ส่งออกต้องรีไซเคิลได้และมีวัสดุหมุนเวียน ดูไทม์ไลน์ เกณฑ์เกรดรีไซเคิล และสิ่งที่ผู้ผลิตไทยควรเริ่มทำ

PPWR ด่านล่องหนบรรจุภัณฑ์ไทยสู่ตลาดยุโรป

PPWR คืออะไร และทำไมจึงเป็น "ด่านล่องหน" ของสินค้าไทย

Packaging and Packaging Waste Regulation หรือ PPWR คือระเบียบว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และของเสียจากบรรจุภัณฑ์ของสหภาพยุโรป ออกเป็น Regulation (EU) 2025/40 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่ 11 กุมภาพันธ์ 2025 และจะเริ่มบังคับใช้ทั่วไปในวันที่ 12 สิงหาคม 2026 โดยใช้แทนกฎเดิม Directive 94/62/EC ที่ใช้มากว่าสามสิบปี จุดต่างสำคัญคือสถานะที่เป็น "Regulation" ทำให้มีผลบังคับโดยตรงและเป็นมาตรฐานเดียวกันทุกประเทศสมาชิก ไม่ต้องรอแต่ละชาติออกกฎหมายภายในมารองรับ

สิ่งที่ทำให้ PPWR เป็นเหมือนด่านที่มองไม่เห็นสำหรับผู้ส่งออกไทยคือขอบเขตการบังคับใช้ ระเบียบนี้ครอบคลุมบรรจุภัณฑ์ทุกชิ้นที่วางจำหน่ายในตลาด EU ไม่ว่าผลิตภายในยุโรปหรือนำเข้าจากประเทศที่สาม และกำหนดให้ผู้ผลิตกับผู้นำเข้าในยุโรปมีความรับผิดตามกฎหมายร่วมกันในการแสดงความสอดคล้องของบรรจุภัณฑ์ หมายความว่าผู้ส่งออกอาหาร เครื่องสำอาง หรือสินค้าอุปโภคของไทย แม้ไม่ได้อยู่ภายใต้กฎหมายยุโรปโดยตรง แต่หากบรรจุภัณฑ์ไม่ผ่านเกณฑ์ คู่ค้าฝั่งยุโรปก็ไม่สามารถวางขายสินค้านั้นได้ ผลกระทบจึงตกถึงผู้ผลิตต้นทางโดยปริยาย

ไทม์ไลน์ที่ผู้ส่งออกไทยต้องจับตา

PPWR ไม่ได้บังคับทุกข้อพร้อมกัน แต่ทยอยมีผลเป็นช่วง ๆ ระหว่างปี 2026 ถึง 2040 ผู้ผลิตจึงควรวางแผนตามหมุดเวลาแต่ละช่วง

2026 — เริ่มบังคับใช้และห้ามสาร PFAS

ตั้งแต่ 12 สิงหาคม 2026 ข้อกำหนดหลักของ PPWR เริ่มมีผล พร้อมกับการห้ามใช้สารกลุ่ม PFAS ในบรรจุภัณฑ์ที่สัมผัสอาหาร ผู้ผลิตต้องเริ่มจัดทำเอกสารทางเทคนิคเพื่อยืนยันการใช้บรรจุภัณฑ์เท่าที่จำเป็น (packaging minimization) และแสดงความสอดคล้องกับข้อกำหนด

2030 — หัวใจของการเปลี่ยนผ่าน

วันที่ 1 มกราคม 2030 เป็นหมุดเวลาที่เข้มข้นที่สุด บรรจุภัณฑ์ทุกชิ้นต้องออกแบบให้รีไซเคิลได้ (design for recycling) เริ่มบังคับสัดส่วนวัสดุรีไซเคิลขั้นต่ำในบรรจุภัณฑ์พลาสติก เริ่มใช้ระบบจัดเกรดความสามารถในการรีไซเคิล และเริ่มเป้าหมายการใช้ซ้ำชุดแรก รวมถึงห้ามบรรจุภัณฑ์ใช้ครั้งเดียวบางประเภท นอกจากนี้ยังเริ่มต้นเป้าหมายลดปริมาณขยะบรรจุภัณฑ์ต่อหัวประชากร 5% เทียบกับฐานปี 2018

2038 และ 2040 — ยกระดับเกณฑ์

ตั้งแต่ปี 2038 บรรจุภัณฑ์ที่ได้เกรดรีไซเคิลต่ำสุดที่ยังยอมรับได้จะถูกตัดออก เหลือเฉพาะระดับสูงขึ้น และในปี 2040 สัดส่วนวัสดุรีไซเคิลและเป้าหมายการใช้ซ้ำจะถูกปรับให้สูงขึ้นอีก ควบคู่กับเป้าหมายลดขยะบรรจุภัณฑ์ที่ขยับเป็น 15% เทียบฐานปี 2018

เกณฑ์หลักที่ตัดสินว่าผ่านหรือไม่ผ่าน

สองเกณฑ์ที่ผู้ผลิตไทยต้องเข้าใจให้ชัดคือเกรดความสามารถในการรีไซเคิล และสัดส่วนวัสดุรีไซเคิลในเนื้อพลาสติก

เกรดความสามารถในการรีไซเคิล

PPWR จัดเกรดบรรจุภัณฑ์ตามสัดส่วนที่รีไซเคิลได้จริงเมื่อคิดตามน้ำหนัก เกรด A คือรีไซเคิลได้ตั้งแต่ 95% ขึ้นไป เกรด B ตั้งแต่ 80% และเกรด C ตั้งแต่ 70% ตั้งแต่ปี 2030 บรรจุภัณฑ์ที่รีไซเคิลได้ต่ำกว่า 70% จะวางขายในตลาด EU ไม่ได้ และตั้งแต่ปี 2038 เกรด C จะถูกตัดออกด้วย เท่ากับว่าในระยะยาวสินค้าต้องไปให้ถึงเกรด B เป็นอย่างน้อย

สัดส่วนวัสดุรีไซเคิลในบรรจุภัณฑ์พลาสติก

ตั้งแต่ปี 2030 บรรจุภัณฑ์พลาสติกต้องมีสัดส่วนวัสดุรีไซเคิลจากขยะหลังการบริโภค (post-consumer recycled) ขั้นต่ำตามประเภท เช่น บรรจุภัณฑ์สัมผัสอาหารที่ทำจาก PET เป็นองค์ประกอบหลักต้องมีอย่างน้อย 30% บรรจุภัณฑ์สัมผัสอาหารที่ทำจากพลาสติกอื่นที่ไม่ใช่ PET อย่างน้อย 10% และบรรจุภัณฑ์พลาสติกประเภทอื่นอย่างน้อย 35% ก่อนจะขยับขึ้นในปี 2040 เป็น 50% 25% และ 65% ตามลำดับ ทั้งนี้มีข้อยกเว้นบางกรณี เช่น บรรจุภัณฑ์สัมผัสอาหารที่การใส่วัสดุรีไซเคิลจะกระทบความปลอดภัย และบรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้

นอกจากนี้ PPWR ยังกำหนดให้ติดฉลากที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่ว EU เพื่อให้ผู้บริโภคคัดแยกขยะได้ถูกต้อง และยกระดับหลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility) ให้เข้มข้นขึ้น

เอ็มเทคกับบทบาทศูนย์กลางเตรียมความพร้อม

ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. วางตัวเป็นศูนย์กลางในการประสานความร่วมมือและให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการไทยในการปรับตัวรับ PPWR โดยมีทั้งช่องทางเผยแพร่ความรู้เรื่องระเบียบ การจัดสัมมนาอัปเดตกฎระเบียบสารเคมีในผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทั้ง PPWR และ ESPR และการเปิดบริการประเมินความสามารถในการรีไซเคิลของบรรจุภัณฑ์ พร้อมจัดเก็บข้อมูลกระบวนการขึ้นรูปพลาสติกเพื่อสร้างฐานข้อมูลคาร์บอนฟุตพรินต์ระดับประเทศ

การมีหน่วยงานวิจัยภาครัฐทำหน้าที่เป็นเวทีกลาง ช่วยลดช่องว่างให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กที่อาจไม่มีทีมเฉพาะด้านมาตรฐานสิ่งแวดล้อมของตัวเอง ได้เข้าถึงเครื่องมือประเมินและองค์ความรู้ก่อนที่เกณฑ์จริงจะมาถึง ซึ่งเป็นจุดที่หลายฝ่ายมองว่าจำเป็นต่อการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดยุโรป

ผู้ผลิตไทยควรเริ่มจากตรงไหน

สำหรับผู้ส่งออกที่ยังไม่เริ่มปรับตัว ขั้นแรกที่ทำได้ทันทีคือการตรวจสอบบรรจุภัณฑ์ที่ใช้อยู่ (packaging audit) เพื่อระบุว่าชิ้นใดเป็นวัสดุผสมหลายชนิดที่แยกรีไซเคิลยาก ชิ้นใดมีพื้นที่ว่างเกินจำเป็น และชิ้นใดอาจมีสารต้องห้ามอย่าง PFAS จากนั้นจึงวางแผนปรับการออกแบบไปสู่วัสดุชนิดเดียว (mono-material) ที่รีไซเคิลง่ายขึ้น และหาแหล่งวัตถุดิบที่มีส่วนผสมของพลาสติกรีไซเคิลตามเกณฑ์

ควบคู่กันคือการเตรียมเอกสาร ผู้ส่งออกควรเริ่มจัดทำเอกสารทางเทคนิคและข้อมูลสำหรับการแสดงความสอดคล้อง รวมถึงทำความเข้าใจภาระด้าน EPR ในประเทศปลายทาง เพราะการปรับสูตรวัสดุและการสร้างระบบเอกสารย้อนกลับมักใช้เวลาเป็นปี การเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้จึงไม่ใช่การลงทุนล่วงหน้าที่เกินจำเป็น แต่เป็นการกันไม่ให้สินค้าไปสะดุดที่หน้าด่านในวันที่เกณฑ์มีผลจริง โดยเฉพาะเมื่อไทยเองก็มีร่างกฎหมาย EPR ที่คาดว่าจะเริ่มบังคับใช้ในปี 2570 ซึ่งจะทำให้แรงกดดันเรื่องบรรจุภัณฑ์ยั่งยืนมาจากทั้งตลาดส่งออกและตลาดในประเทศพร้อมกัน

บทความที่เกี่ยวข้อง