มติล่าสุด: เตรียมยกเลิกการเรียกสำเนาเอกสารจากประชาชน 58 รายการ
ในการประชุมคณะกรรมการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งมีนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ที่ประชุมได้เห็นชอบทิศทางการเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐที่จะส่งผลโดยตรงต่อประชาชน นั่นคือการยกเลิกการขอสำเนาเอกสารจากประชาชนได้ถึง 58 รายการ
เอกสารที่จะไม่ต้องยื่นสำเนาอีกต่อไปนั้นรวมถึงเอกสารที่คนไทยคุ้นเคยและต้องถ่ายสำเนาซ้ำ ๆ ในการติดต่อราชการ เช่น สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน และเอกสารราชการอื่น ๆ การยกเลิกนี้ไม่ได้หมายถึงการลบหรือทำลายเอกสารต้นฉบับ แต่เป็นการตัดขั้นตอนที่ประชาชนต้องเตรียมสำเนามายื่นด้วยตนเอง เพราะหน่วยงานรัฐจะดึงข้อมูลที่จำเป็นจากฐานข้อมูลกลางได้เองแทน
กลไกเบื้องหลัง: Master Data 33 ชุด เชื่อมผ่าน GDX
เงื่อนไขที่ทำให้ยกเลิกสำเนา 58 รายการได้ คือการประกาศชุดข้อมูลหลัก (Master Data) เพิ่มอีก 33 ชุด ซึ่งเป็นข้อมูลอ้างอิงที่หน่วยงานต่าง ๆ ใช้ร่วมกัน เมื่อข้อมูลเหล่านี้ถูกขึ้นทะเบียนและเชื่อมโยงเข้าระบบกลาง หน่วยงานปลายทางก็สามารถเรียกดูได้เองโดยไม่ต้องให้ประชาชนถ่ายเอกสารมายืนยัน
การเชื่อมโยงนี้ทำผ่านศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลกลางภาครัฐ (Government Data Exchange: GDX) ภายใต้สถาปัตยกรรมที่เรียกว่า Federated Data Exchange หลักการคือแต่ละหน่วยงานยังคงเป็นเจ้าของและดูแลข้อมูลของตนเอง แต่สามารถแลกเปลี่ยนกันได้อย่างราบรื่นผ่านจุดเชื่อมต่อกลาง โดยมีแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนข้อมูลหลายแห่ง เช่น Linkage Center, DXC, NSW, Health Link และ Travel Link ทยอยเชื่อมเข้าสู่ GDX
กรอบเวลาที่กำหนดไว้คือการเชื่อมโยงต้องแล้วเสร็จภายใน 120 วันหลังประกาศบังคับใช้ ไม่ใช่การมีผลทันทีในวันประกาศ ดังนั้นในทางปฏิบัติ ประชาชนอาจยังพบบางหน่วยงานขอสำเนาอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน จนกว่าการเชื่อมข้อมูลจะครบถ้วน
ไม่ใช่เรื่องใหม่ทั้งหมด แต่เป็นการขยายผลนโยบายเดิม
การยกเลิกสำเนาเอกสารราชการเป็นนโยบายที่ดำเนินมาต่อเนื่องหลายปี จุดเริ่มต้นสำคัญคือมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2561 เรื่องมาตรการอำนวยความสะดวกและลดภาระแก่ประชาชน ด้วยการไม่เรียกสำเนาเอกสารที่ทางราชการออกให้ ต่อมากรมการปกครองได้ออกประกาศยกเลิกการเรียกสำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านอย่างเป็นทางการ และมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติการปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2565 เพื่อวางรากฐานทางกฎหมายให้ราชการทำงานบนระบบดิจิทัลได้เต็มรูปแบบ
ความเปลี่ยนแปลงรอบนี้จึงเป็นการต่อยอด โดยขยายขอบเขตจากเอกสารเพียงไม่กี่รายการไปสู่การยกเลิกการเรียกสำเนาในจำนวนที่มากขึ้นและครอบคลุมหน่วยงานที่หลากหลายขึ้น ผ่านการเชื่อมข้อมูลที่เป็นระบบมากกว่าเดิม
ภาพใหญ่: แผนรัฐบาลดิจิทัล 2570–2575 และบริการในที่เดียว
การยกเลิกสำเนา 58 รายการเป็นส่วนหนึ่งของ (ร่าง) แผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัลของประเทศไทย พ.ศ. 2570–2575 ที่ที่ประชุมเห็นชอบ ซึ่งปรับจากแผนเดิมปี 2566–2570 ภายใต้วิสัยทัศน์ "สะดวก มั่นใจ บริการภาครัฐไทยสำหรับทุกคน"
หัวใจของแผนคือการเปลี่ยนบริการภาครัฐจากรูปแบบ "ต่างคนต่างทำ" ไปสู่ "บริการรัฐในที่เดียว" ผ่านแพลตฟอร์มกลาง (Single Portal) ที่รวมการยืนยันตัวตนด้วย Digital ID การเก็บเอกสารดิจิทัลผ่านบริการกระเป๋าเอกสาร (Document Wallet) การลงนามด้วย e-Signature และการชำระเงินผ่าน National Payment Platform โดยภาครัฐเตรียมผลักดันบริการดิจิทัลสำคัญ 15 บริการ เช่น บริการด้านสาธารณสุข การตรวจสอบสิทธิสวัสดิการ การขอใบอนุญาตธุรกิจ และบริการวีซ่า พร้อมระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติและ AI Chatbot ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง
ปัจจุบันกระบวนงานภาครัฐกว่า 68% ได้พัฒนาเป็น e-Service แล้ว แต่ความท้าทายที่เหลือคือการเชื่อมบริการให้ใช้งานได้แบบครบจบในที่เดียว โดยจะเร่งบริการที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประชาชนตามกรอบการประเมินรัฐบาลดิจิทัลขององค์การสหประชาชาติ (UN-EGDI) ก่อน เช่น การแจ้งเกิด การแจ้งตาย การจดทะเบียนสมรส และการจดทะเบียนที่ดิน
ตัวเลขความคืบหน้าและสิ่งที่ประชาชนควรรู้
ในไตรมาส 2 ปี 2569 การพัฒนารัฐบาลดิจิทัลมีความสำเร็จรวม 74.46% จาก 38 โครงการสำคัญ ระบบ GDCC ให้บริการแล้วกว่า 1,186 หน่วยงาน ครอบคลุม 3,759 ระบบงาน ขณะที่ SMEs One ID มีผู้ลงทะเบียนกว่า 1.12 ล้านบัญชี ด้านความพึงพอใจต่อบริการภาครัฐอยู่ที่ 81.99% และไทยอยู่อันดับ 52 ของดัชนีรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์โลก ส่วนงบบูรณาการรัฐบาลดิจิทัลปี 2570 อยู่ที่ประมาณ 13,792 ล้านบาท ครอบคลุม 331 โครงการจาก 125 หน่วยงาน
สำหรับประชาชน ประเด็นที่ควรติดตามคือช่วงเปลี่ยนผ่าน 120 วันหลังประกาศบังคับใช้ ซึ่งเป็นช่วงที่หน่วยงานทยอยเชื่อมข้อมูล การเตรียมเอกสารตัวจริงและการมี Digital ID พร้อมใช้จะช่วยให้ติดต่อราชการได้ราบรื่นขึ้น ขณะที่คำถามที่ยังต้องรอความชัดเจนในทางปฏิบัติคือ หน่วยงานใดบ้างที่พร้อมก่อน และเอกสาร 58 รายการครอบคลุมบริการใดอย่างละเอียด ซึ่งจะปรากฏเมื่อมีการประกาศบังคับใช้อย่างเป็นทางการ






