องค์การยูเนสโก (UNESCO) เปิดกระบวนการรับฟังความเห็นระดับโลก เพื่อนำไปจัดทำ "ร่างแนวปฏิบัติว่าด้วยค่าตอบแทนที่เป็นธรรมสำหรับข่าวสาร" (Draft Guidance on Fair Compensation for News) โดยเปิดรับความเห็นถึงวันที่ 30 กรกฎาคม 2026 ท่ามกลางสถานการณ์ที่แพลตฟอร์มออนไลน์และปัญญาประดิษฐ์พึ่งพาเนื้อหาเชิงวารสารศาสตร์มากขึ้นเรื่อย ๆ ยูเนสโกระบุว่าความริเริ่มนี้เกิดขึ้นในช่วงที่การรักษาความยั่งยืนของสื่อข่าวมีความเร่งด่วนกว่าที่เคย เพื่อปกป้องอนาคตของงานข่าวและความน่าเชื่อถือของข้อมูล
ยูเนสโกเปิดรับฟังความเห็นเรื่องอะไร
เอกสารที่เปิดรับฟังความเห็นเป็นร่างแนวปฏิบัติเชิงสมัครใจ ไม่ใช่กฎหมายบังคับ โดยยูเนสโกเชิญรัฐบาล หน่วยงานกำกับดูแล องค์กรสื่อ ภาคประชาสังคม นักวิชาการ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น ๆ ร่วมแสดงความเห็นผ่านแบบสำรวจออนไลน์ ว่าจะปรับปรุงเอกสารอย่างไรให้บรรลุเป้าหมายในการคุ้มครองเสรีภาพการแสดงออก เสริมความอยู่รอดของสื่อ และสนับสนุนอนาคตของงานข่าวอิสระ ในบริบทที่แพลตฟอร์มดิจิทัลและผู้เล่นด้าน AI ขยายบทบาทมากขึ้น
การส่งความเห็นรับเป็นภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส หรือสเปน และก่อนถึงกำหนด ยูเนสโกจะจัดเวทีหารือออนไลน์ระดับภูมิภาคสามครั้ง ครอบคลุมภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกและรัฐอาหรับ แอฟริกาและยุโรป และอเมริกากับแคริบเบียน โดยร่างฉบับสมบูรณ์พร้อมรายงานสรุปข้อคิดเห็นที่ได้รับจะเผยแพร่ภายในปีนี้
เหตุใดประเด็น "ค่าตอบแทนที่เป็นธรรม" จึงสำคัญในเวลานี้
เอกสารของยูเนสโกชี้ว่าภูมิทัศน์สื่อกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ทั้งงบประมาณสนับสนุนงานข่าวเพื่อประโยชน์สาธารณะที่ลดลง การหดตัวหรือปิดตัวของสื่อท้องถิ่นและสื่อชุมชน ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนแปลงพื้นฐานและต่อเนื่องในโครงสร้างของเศรษฐกิจข้อมูลข่าวสาร
หัวใจของปัญหาที่ยูเนสโกระบุคือ ผู้เล่นจำนวนน้อยแต่มีอิทธิพลกว้าง กล่าวคือ แพลตฟอร์มดิจิทัลข้ามชาติขนาดใหญ่และผู้พัฒนา AI เพียงไม่กี่รายเข้ามาทำหน้าที่เป็นตัวกลางหลักระหว่างสื่อกับสาธารณะ กำหนดวิธีที่ผู้คนค้นพบเนื้อหา มีอิทธิพลต่อเงื่อนไขที่ข่าวจะเข้าถึงผู้อ่าน และควบคุมการเข้าถึงตลาดโฆษณาดิจิทัล จนเปลี่ยนสภาพเศรษฐกิจที่งานข่าวดำเนินอยู่ไปอย่างมีนัยสำคัญ
แบบจำลองรายได้สื่อกำลังถูกเขียนใหม่ — บทเรียนจากต่างประเทศ
ก่อนหน้าแนวปฏิบัติของยูเนสโก หลายประเทศได้ทดลองกลไกบังคับให้แพลตฟอร์มจ่ายค่าเนื้อหาข่าวมาแล้ว และผลลัพธ์ก็หลากหลาย
การต่อรองภายใต้กฎหมาย
ออสเตรเลียออก News Media Bargaining Code ในปี 2021 ผลักดันให้กูเกิลและเมตาเข้าทำข้อตกลงเชิงพาณิชย์กับสำนักข่าว มูลค่ารวมประมาณปีละ 200-250 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ตามด้วยแคนาดาที่ออก Online News Act ในปี 2023 ทำให้กูเกิลจ่ายราวปีละ 100 ล้านดอลลาร์แคนาดา ส่วนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินโดนีเซียออกกฤษฎีกาว่าด้วยสิทธิผู้จัดพิมพ์ในปี 2024 และมาเลเซียอยู่ระหว่างหารือแนวทางคล้ายกัน
แรงต้านจากแพลตฟอร์ม
อย่างไรก็ตาม กลไกเหล่านี้เผชิญแรงต้าน เมตาถอนตัวจากการทำข้อตกลงใหม่ในออสเตรเลียและปิดแท็บข่าวในหลายประเทศ ขณะที่ในแคนาดาเมตาเลือกบล็อกเนื้อหาข่าวบนแพลตฟอร์มแทนการจ่าย ทำให้ออสเตรเลียหันไปพิจารณาแนวทางจัดเก็บในรูปภาษีหรือเลวีแทนการต่อรองรายกรณี ขณะที่นักวิจารณ์บางส่วน รวมถึงทิม เบอร์เนอร์ส-ลี ผู้ร่วมพัฒนาเวิลด์ไวด์เว็บ มองว่าการเก็บเงินจากการลิงก์ไปยังข่าวอาจกลายเป็น "ภาษีลิงก์" ที่กระทบความเปิดกว้างของอินเทอร์เน็ต
มิติใหม่จากปัญญาประดิษฐ์
ประเด็นที่ร่างแนวปฏิบัติของยูเนสโกให้น้ำหนักเป็นพิเศษคือบทบาทของ AI ที่ดึงเนื้อหาข่าวไปใช้ ทั้งการฝึกโมเดลและการตอบคำถามผู้ใช้ ปัจจุบันมีทั้งการฟ้องร้อง เช่น คดีที่นิวยอร์กไทมส์ฟ้องโอเพนเอไอ และการทำข้อตกลงตรงระหว่างสำนักข่าวกับบริษัท AI ซึ่งช่วยบางสำนักได้ แต่ยังไม่ตอบโจทย์ระบบนิเวศข่าวในภาพรวม
ความหมายต่อสื่อไทยและการปกป้องสื่ออิสระ
สำหรับประเทศไทย เวทีหารือระดับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกเปิดช่องให้องค์กรสื่อ หน่วยงานกำกับดูแล และสมาคมวิชาชีพอย่างสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ ส่งเสียงเข้าสู่กระบวนการระดับโลกได้ ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซียและมาเลเซียเริ่มวางกลไกของตนเองแล้ว ไทยยังไม่มีกรอบทางการที่กำหนดให้แพลตฟอร์มจ่ายค่าตอบแทนเนื้อหาข่าว ทำให้สื่อไทยส่วนใหญ่ยังพึ่งพารายได้โฆษณาและทราฟฟิกที่ไหลผ่านแพลตฟอร์มต่างชาติเป็นหลัก
โครงสร้างเช่นนี้หมายความว่าทิศทางรายได้ของสื่อไทยถูกกำหนดโดยอัลกอริทึมและนโยบายของแพลตฟอร์มที่อยู่นอกเขตอำนาจรัฐเป็นสำคัญ การมีแนวปฏิบัติระดับสากลที่ยอมรับร่วมกันว่าเนื้อหาข่าวมีมูลค่าและควรได้รับค่าตอบแทนที่เป็นธรรม อาจกลายเป็นจุดอ้างอิงให้สื่อและผู้กำหนดนโยบายไทยใช้ต่อรองหรือออกแบบกลไกของตนเองในอนาคต
คำถามระยะยาวจึงไม่ได้อยู่เพียงว่าแพลตฟอร์มควรจ่ายเท่าไร แต่อยู่ที่ว่าสังคมจะออกแบบกลไกอย่างไรให้เม็ดเงินไปถึงงานข่าวคุณภาพและสื่อขนาดเล็กอย่างทั่วถึง ไม่กระจุกอยู่กับผู้เล่นรายใหญ่ และไม่ผูกความอยู่รอดของสื่อไว้กับดุลพินิจของแพลตฟอร์มเพียงไม่กี่ราย ช่วงเวลารับฟังความเห็นจนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคมนี้จึงเป็นจังหวะที่วงการสื่อไทยจะร่วมกำหนดทิศทางได้ ก่อนร่างฉบับสมบูรณ์จะออกมาภายในปีนี้






