ดราม่าสนั่นวงการการเงิน! เมื่อแบงก์ชาติสหรัฐฯ แอบเปิดประตูให้ "คริปโต" เข้ามาปลั๊กอินระบบเงินหลวง?

กลายเป็นประเด็นร้อนฉ่าที่คนในโลกโซเชียลฝั่งนักลงทุนกำลังถกเถียงกันอย่างดุเดือด หลังจากมีข่าวออกมาว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ "เฟด" (Fed) ได้ออกมาเสนอแผนตั้งระบบบัญชีชำระเงินแบบใหม่เอี่ยมอ่อง จนคนแชร์กันไปไกลว่า "นี่คือสัญญาณไฟเขียวที่รัฐบาลอเมริกาจะยอมรับบิตคอยน์หรือเหรียญดิจิทัลแบบเต็มตัวแล้วใช่ไหม?" บ้างก็บอกว่าระบบธนาคารแบบเดิมกำลังจะพังทลายลง และถูกแทนที่ด้วยบล็อกเชนในเร็วๆ นี้อย่างแน่นอน!

กางตัวเลขและข้อเท็จจริง... อย่าเพิ่งมโนไปไกล ถ้ายังไม่ได้อ่านข้อมูลดิบนี้!

หยุดคิดและเบรกอารมณ์ดราม่ากันสักนิดครับ เพราะถ้าเราไปเปิดดูเอกสารแถลงการณ์ฉบับจริงล่าสุดของเฟด จะพบว่าความจริงมันมี "ข้อจำกัด" และเงื่อนไขที่ไม่ได้หวือหวาอย่างที่หลายคนคิด โดยข้อมูลดิบที่เป็นทางการมีดังนี้ครับ

  • มันคือบัญชีแบบ "จำกัดวง" (Skinny Master Account): เฟดเสนอให้สร้างบัญชีเงินฝากประเภทใหม่ เพื่อให้กลุ่ม "ฟินเทค" (บริษัทเทคโนโลยีการเงิน) และบริษัทสินทรัพย์ดิจิทัล สามารถเข้ามาเชื่อมต่อระบบโอนเงินของธนาคารกลางได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านธนาคารพาณิชย์ที่เป็นตัวกลางเหมือนเมื่อก่อน
  • ไม่ได้ให้สิทธิ์เท่าธนาคารจริง: บัญชีแบบใหม่นี้จะถูกหักขาชอปสำคัญๆ ออกไป คือ ห้ามกู้เงินระหว่างวันจากเฟด, ไม่มีสิทธิ์เข้าโครงการกู้ยืมฉุกเฉิน (Discount Window) และที่สำคัญคือ เงินที่เอามาฝากไว้กับเฟดจะไม่ได้ดอกเบี้ยแม้แต่บาทเดียว
  • มีระบบเบรกอัตโนมัติ: ตัวบัญชีจะมีระบบล็อกแบบอัตโนมัติเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการถอนเงินเกินบัญชี (Overdraft) อย่างเด็ดขาด เพื่อป้องกันความเสี่ยงระบบการเงินล่ม
  • ยังมีคนค้านในองค์กร: นายไมเคิล บาร์ (Michael Barr) หนึ่งในบอร์ดบริหารของเฟด ออกมาโหวตสวนและไม่เห็นด้วย โดยให้เหตุผลว่าระบบนี้ยังมีช่องโหว่และมาตรการป้องกันการฟอกเงิน รวมถึงการเอาเงินไปทุนเกื้อหนุนผู้ก่อการร้ายที่ยังไม่ดีพอ
  • มีคำสั่งด่วนสั่งเบรกชั่วคราว: ในระหว่างที่เปิดรับฟังความคิดเห็นนี้ เฟดได้สั่งการให้ธนาคารกลางประจำภูมิภาคทั้งหมด "สั่งระงับและชะลอ" การอนุมัติคำขอเข้าใช้ระบบของบริษัทหน้าใหม่ๆ เอาไว้ก่อน เพื่อรอเกณฑ์นี้ให้ชัดเจนและเป็นมาตรฐานเดียวกัน

เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับ "กระเป๋าตังค์" ของพวกเรา?

แม้ว่านี่จะเป็นเรื่องนโยบายในอเมริกา แต่ในโลกการเงินที่เชื่อมถึงกันหมด สิ่งนี้จะส่งผลกระทบและเป็น "เช็กลิสต์" ที่คนทำงานและนักลงทุนไทยต้องบันทึกเก็บไว้ดูเลยครับ:

  • ค่าโอนเงินไปต่างประเทศอาจถูกลงถล่มทลาย: ถ้าบริษัทฟินเทคหรือแอปพลิเคชันกระเป๋าเงินดิจิทัลสามารถต่อตรงกับระบบเฟดได้ ค่าธรรมเนียมในการโอนเงินข้ามประเทศ หรือการช้อปปิ้งออนไลน์ข้ามโลกอาจจะถูกลงและเร็วขึ้นในอนาคต เพราะไม่ต้องจ่ายค่านายหน้าให้ธนาคารหลายๆ ต่อ
  • แอปการเงินในไทยจะล้ำขึ้น: บัญชีแบบใหม่นี้เสมือนเป็น "สะพานเชื่อมเชื่อมโยง" ระหว่างโลกเงินสดกับโลกบล็อกเชน (เช่น เหรียญสเตเบิลคอยน์ผูกมูลค่าเงินดอลลาร์) ในอนาคตเราอาจจะได้เห็นแอปธนาคารหรือแอปเทรดในไทย มีฟีเจอร์ที่โอนเงินไปมากับระบบต่างประเทศได้เนียนตาขึ้น
  • ต้องระวังแอปซิ่ง แฟลตฟอร์มล่ม: เนื่องจากกลุ่มฟินเทคและบริษัทคริปโตไม่ได้ถูกคุมเข้มงวดเท่าธนาคารพาณิชย์ หากในอนาคตเราไปเลือกใช้บริการฝากเงินหรือโอนเงินผ่านระบบที่ไร้การควบคุมที่ดีพอ ก็อาจเสี่ยงเจอปัญหาปิดตัวหนีหรือระบบล่มได้ง่ายกว่า

ก้าวต่อไปของโลกการเงิน... คุณคิดอย่างไร?

การขยับตัวของเฟดในครั้งนี้ เกิดขึ้นทันทีหลังจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามในคำสั่งประธานาธิบดี (Executive Order) เพื่อบีบให้หน่วยงานรัฐลดกฎเกณฑ์และสนับสนุนเทคโนโลยีการเงินใหม่ๆ คำถามที่น่าคิดคือ การที่ธนาคารกลางยอมลดตัวลงมาสร้างระบบบัญชีพิเศษให้บริษัทคริปโตและฟินเทคเข้ามาใช้งานแบบนี้ จะเป็นการช่วยเปิดประตูสู่โลกอนาคตที่สะดวกสบายขึ้น หรือจะเป็นการเปิดประตูรับความเสี่ยงครั้งใหญ่ที่อาจทำลายเสถียรภาพของระบบเงินสดดั้งเดิมกันแน่? ลองคอมเมนต์แลกเปลี่ยนมุมมองกันชวนคิดได้เลยครับ