
ในช่วงปลายปี 2025 วงการ AI ทั่วโลกต้องหันมาจับตา เมื่อ Yann LeCun — นักวิทยาศาสตร์ระดับตำนานผู้ได้รับรางวัล Turing Award ปี 2018 และผู้ก่อตั้ง Facebook AI Research (FAIR) — ประกาศลาออกจาก Meta หลังจากทำงานมา 12 ปี จากนั้นเพียง 4 เดือน บริษัทใหม่ของเขาอย่าง AMI Labs ก็ระดมทุนได้ถึง 1.03 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 37,000 ล้านบาท) ท่ามกลางความสนใจจากนักลงทุนระดับโลก
แต่เงินไม่ใช่ประเด็นหลัก ประเด็นคือ: เขากำลังท้าทายแนวคิดพื้นฐานของ AI ยุคปัจจุบัน — และเขาเชื่อว่า ChatGPT, Gemini, และ Claude นั้น "ฉลาดแบบผิด"
LeCun คิดอะไรอยู่? ทำไมถึงออกจาก Meta
Yann LeCun ไม่ใช่คนเงียบ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาเป็นหนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ AI ที่วิจารณ์ Large Language Models (LLMs) ดังที่สุดในโลก โดยระบุว่า LLMs อย่าง GPT-4 หรือ Gemini เรียนรู้เพียงการ "ทายคำถัดไป" จากข้อความจำนวนมหาศาล ซึ่งต่างจากการ "เข้าใจโลก" อย่างแท้จริง
เขากล่าวกับสื่อว่า Meta ในช่วงหลังหันมาโฟกัสกับการไล่ตาม LLMs เชิงพาณิชย์ ซึ่ง "ไม่ใช่สิ่งที่ฉันสนใจ" และเขาเชื่อว่าตัวเองสามารถทำสิ่งที่ดีกว่าได้ "เร็วกว่า ถูกกว่า และดีกว่า" นอกบริษัทขนาดใหญ่
ผลลัพธ์คือ AMI Labs — ย่อมาจาก Advanced Machine Intelligence — บริษัทที่เขาร่วมก่อตั้งและดำรงตำแหน่ง Executive Chairman ขณะที่ CEO คือ Alexandre LeBrun อดีตผู้บริหาร Nabla startup ด้านการแพทย์
World Model คืออะไร? ต่างจาก ChatGPT อย่างไร
นี่คือหัวใจของ AMI Labs และเป็นสิ่งที่นักลงทุนยอมควักเงินกว่าหมื่นล้านบาทเพื่อสนับสนุน
LLM ทำงานอย่างไร (และมีข้อจำกัดอะไร)
LLMs อย่าง ChatGPT ถูกฝึกด้วยข้อความมหาศาลจากอินเทอร์เน็ต ห้องสมุด และแหล่งต่าง ๆ โดยเรียนรู้ว่า "คำไหนควรอยู่หลังคำไหน" ผลลัพธ์คือ AI ที่พูดจาเป็นธรรมชาติและดูฉลาดมาก แต่ปัญหาคือมันสามารถ "Hallucinate" หรือแต่งข้อมูลที่ไม่มีอยู่จริงออกมาอย่างมั่นใจ — เพราะมันไม่ได้ "รู้" จริง ๆ แค่ทายด้วยความน่าจะเป็น
World Model แนวคิดใหม่ที่เรียนรู้จากโลกจริง
LeCun เสนอว่า AI ที่จะฉลาดจริงต้องเรียนรู้เหมือนมนุษย์และสัตว์ — ผ่านการสังเกตโลก สัมผัสประสบการณ์จริง และสร้าง "โมเดลภายใน" ว่าโลกทำงานอย่างไร ไม่ใช่แค่เรียนจากตัวอักษร
เขาพัฒนา JEPA (Joint Embedding Predictive Architecture) ขึ้นในปี 2022 ซึ่งเป็น framework ที่แทนที่การทำนายอนาคตแบบ pixel-by-pixel หรือ word-by-word ด้วยการเรียนรู้ "การแทนค่าเชิงนามธรรม" ว่าสิ่งต่าง ๆ น่าจะเป็นอย่างไร ซึ่งทำให้ประหยัดพลังงานกว่ามากและ Hallucinate น้อยกว่า
ลองนึกภาพง่าย ๆ: เด็กทารกที่เรียนรู้ว่า "ถ้าปล่อยของจากมือ มันจะตก" โดยไม่ต้องอ่านหนังสือฟิสิกส์ นั่นคือสิ่งที่ World Model พยายามทำ — เข้าใจ cause and effect จากการ "ดู" โลก ไม่ใช่จากการอ่านคำอธิบาย
1.03 พันล้านดอลลาร์ มาจากไหน ใครลงทุนบ้าง
การระดมทุนครั้งนี้ไม่ธรรมดา — มันเป็น Seed Round ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Startup ยุโรป ด้วยมูลค่าบริษัทก่อนรับเงิน (Pre-money Valuation) ที่ 3.5 พันล้านดอลลาร์ ทั้งที่บริษัทก่อตั้งมาเพียง 4 เดือน ยังไม่มีผลิตภัณฑ์ และยังไม่มีรายได้
ผู้นำการลงทุนประกอบด้วย Cathay Innovation, Greycroft, Hiro Capital, HV Capital และ Bezos Expeditions (กองทุนของ Jeff Bezos) นอกจากนี้ยังมีนักลงทุนองค์กรอย่าง NVIDIA, Samsung, Temasek (สิงคโปร์), Toyota Ventures และ Publicis Groupe รวมถึง Mark Cuban นักธุรกิจชื่อดัง
น่าสังเกตว่า LeCun ตั้งใจขอระดมทุนเพียง 500 ล้านยูโร แต่กระแสความสนใจจากนักลงทุนดันให้ตัวเลขพุ่งเกิน 1 พันล้านดอลลาร์ และเขาบอกว่า AMI Labs เป็นฝ่าย "คัดเลือก" นักลงทุน ไม่ใช่นักลงทุนคัดเลือกพวกเขา
AMI Labs วางแผนอะไร? เชื่อมกับ AR/VR อย่างไร
บริษัทมีสำนักงานใหญ่ที่ปารีส พร้อมฮับในนิวยอร์ก มอนทรีออล และสิงคโปร์ ทีมผู้ก่อตั้งส่วนใหญ่มาจาก FAIR ของ Meta รวมถึง Mike Rabbat อดีต VP of World Models และ Saining Xie อดีตนักวิจัยจาก Google DeepMind
เป้าหมายระยะสั้นคือ Healthcare โดยร่วมมือกับ Nabla เพื่อพัฒนาระบบ Agentic AI ที่ขอรับรองจาก FDA ในระยะกลางถึงยาว พวกเขามองตลาดหุ่นยนต์ (Robotics) และอุปกรณ์ Wearable ซึ่งรวมถึงแว่น AR/VR
ที่น่าสนใจคือ LeCun ยังทิ้งประตูเปิดไว้กับ Meta เขาให้สัมภาษณ์ว่ากำลังพูดคุยกับ Meta เรื่องการนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้กับ Ray-Ban Meta Smart Glasses ซึ่งเขามองว่าเป็น "การประยุกต์ใช้ระยะสั้นที่เป็นไปได้มากที่สุด" แสดงให้เห็นว่า World Model ที่เข้าใจโลกจริงจะเหมาะสมอย่างยิ่งกับ AR ที่ต้องการ AI ที่ "เห็น" และ "เข้าใจ" สิ่งแวดล้อมรอบตัวผู้ใช้
โอกาสและความเสี่ยง: เดิมพันที่อาจใช้หลายปีกว่าจะเห็นผล
CEO Alexandre LeBrun พูดตรง ๆ ว่า AMI Labs ไม่ใช่ Startup AI ทั่วไปที่จะเปิดตัวสินค้าใน 3 เดือน มีรายได้ใน 6 เดือน และทำ ARR 10 ล้านดอลลาร์ใน 1 ปี — "นี่คือโปรเจกต์วิจัยพื้นฐาน อาจต้องใช้หลายปีกว่า World Model จะกลายเป็น Commercial Application"
แต่นั่นไม่ได้ทำให้นักลงทุนหยุดเขียนเช็ค เพราะ LeCun มีสิ่งที่หาได้ยากในโลก AI — ความน่าเชื่อถือระดับตำนาน เขาเป็นผู้บุกเบิก Convolutional Neural Networks ที่เป็นรากฐานของ Computer Vision สมัยใหม่ และคำวิจารณ์ LLMs ของเขาที่ฟังดูสวนกระแสมาตลอด กำลังเริ่มได้รับการพิสูจน์ในทางวิทยาศาสตร์
ยิ่งกว่านั้น AMI Labs ยังประกาศว่าจะเดินตามปรัชญา Open Science — เผยแพร่งานวิจัยและ Open Source โค้ดบางส่วน ซึ่งในยุคที่บริษัท AI ขนาดใหญ่ปิดบังสูตรกันมากขึ้น ถือเป็นจุดต่างที่สร้างความไว้ใจจากชุมชนนักวิจัยได้มาก
ทำไม World Model Wave ถึงมาพร้อมกัน
AMI Labs ไม่ได้อยู่คนเดียว เพียงเดือนก่อนหน้า Fei-Fei Li นักวิทยาศาสตร์ AI ผู้สร้าง ImageNet ระดมทุน 1 พันล้านดอลลาร์ให้ World Labs บริษัทที่ทำงานด้าน Spatial Intelligence — AI ที่เข้าใจสภาพแวดล้อม 3 มิติ ซึ่งมีพื้นที่ทับซ้อนกับ World Model ของ LeCun อย่างมาก NVIDIA ซึ่งลงทุนใน AMI Labs ยังนิยาม World Models ว่าคือ "ระบบที่เข้าใจ dynamics ของโลกจริงและสร้าง Training Environment สำหรับหุ่นยนต์และยานยนต์ไร้คนขับ"
CEO ของ AMI Labs คาดการณ์ไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า "ใน 6 เดือน ทุกบริษัทจะเรียกตัวเองว่า World Model เพื่อระดมทุน" — ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น AMI Labs จะกลายเป็นผู้นำกระแสนี้ด้วยผลงานวิชาการของ LeCun ที่มีมาก่อนเป็นทุน
สรุป: การพนันที่คุ้มค่าหรือโปรเจกต์วิทยาศาสตร์ราคาแพง?
Yann LeCun ออกจาก Meta ไม่ใช่เพราะพ่ายแพ้ แต่เพราะเขาเห็นว่าทิศทางที่อุตสาหกรรมกำลังเดินอยู่ไม่ใช่ทางที่เขาเชื่อว่าจะพาไปถึง AI ที่ฉลาดจริง การระดมทุน 1.03 พันล้านดอลลาร์ใน 4 เดือนแรกของบริษัทคือสัญญาณว่านักลงทุนระดับโลกพร้อมเดิมพันกับวิสัยทัศน์นั้น
ใน 5–10 ปีข้างหน้า เราอาจจะได้เห็นว่า LeCun ถูกหรือผิด แต่สิ่งที่ชัดเจนตอนนี้คือ AI ไม่ได้มีทางเดียว และคนที่เคยถูกมองว่า "สวนกระแส" กำลังสร้างกระแสใหม่ด้วยตัวเอง












