
ในขณะที่หลายบริษัททั่วโลกกำลังไล่ตามกระแส AI อย่างเร่งรีบ SoftBank กลับเลือกวิ่งนำหน้าแบบเต็มกำลัง ด้วยเป้าหมายที่ไม่ได้หยุดแค่ "Artificial Intelligence" แบบทั่วไป แต่ไปไกลถึงระดับ "Artificial Super Intelligence" (ASI) — หรือที่บางคนเรียกว่าขั้นสุดของปัญญาประดิษฐ์
Masayoshi Son ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ SoftBank เชื่อว่า ASI จะกลายเป็นสิ่งที่เปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ และเขาไม่ต้องการเป็นแค่ผู้เฝ้าดู เขาต้องการเป็น “ผู้นำเกม”
การลงทุนที่ไม่ธรรมดา
ล่าสุด SoftBank เพิ่งประกาศเข้าซื้อ Ampere Computing บริษัทที่พัฒนาชิป ARM-based สำหรับศูนย์ข้อมูล ด้วยมูลค่าราว 6.5 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นดีลใหญ่ที่เสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบโครงสร้างพื้นฐาน AI ในอนาคต
แต่ยังไม่หมดแค่นั้น…
SoftBank กำลังเจรจาเพื่อ ลงทุนกว่า 40 พันล้านดอลลาร์ใน OpenAI ซึ่งเป็นบริษัทเบื้องหลัง ChatGPT ที่กำลังเขย่าโลกด้วยเทคโนโลยี Generative AI
หากดีลนี้เกิดขึ้นจริง มันอาจเป็นการจัดทัพครั้งใหญ่ ที่รวมทั้งฮาร์ดแวร์ (ผ่าน Ampere), ซอฟต์แวร์ (ผ่าน OpenAI), และวิสัยทัศน์ระดับโลกไว้ในมือของบริษัทเดียว
ทำไมต้อง ASI?
ในโลกของ AI ปัจจุบัน เราอยู่ในยุคที่เรียกว่า Narrow AI หรือ AI ที่เก่งเฉพาะด้าน เช่น แปลภาษา หรือแนะนำสินค้า
ขั้นต่อไปคือ General AI ที่สามารถเรียนรู้และตัดสินใจได้คล้ายมนุษย์ในหลายสถานการณ์
แต่ Super AI หรือ ASI คือการก้าวข้ามขีดจำกัดมนุษย์ทั้งหมด — คิด วิเคราะห์ และสร้างสรรค์ได้เหนือกว่าสติปัญญามนุษย์
SoftBank มองว่าใครที่ควบคุม ASI ได้ก่อน จะได้เปรียบเชิงอำนาจแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนในโลกเทคโนโลยี
จึงไม่น่าแปลกใจที่พวกเขาจะเร่งลงทุนในทุกชิ้นส่วนของระบบ AI ตั้งแต่ชิป จนถึงโมเดลภาษาขนาดใหญ่
จากบริษัทโทรคมนาคมญี่ปุ่นสู่ผู้วางหมากระดับโลก SoftBank ไม่ได้แค่ “ตามทัน” เทคโนโลยี แต่เลือก “กำหนดอนาคต” ด้วยมือของตัวเอง
เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคที่ AI ไม่ได้แค่ช่วยงาน แต่จะ "คิดแทน" ได้ในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน คำถามสำคัญคือ—เราในฐานะคนธรรมดา จะเข้าใจและใช้ชีวิตร่วมกับสิ่งนี้อย่างไร?