“ณัฐวุฒิ”เผยอยากให้เดินหน้าโหวตแก้ ม.256 ที่ค้างอยู่ไปเลย

เผยแพร่ : 23 ก.พ. 2568 20:14:30
X
• ญัตติดังกล่าวถามถึงอำนาจของรัฐสภาในการลงมติรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 โดยไม่ต้องทำประชามติ
• พรรคเพื่อไทยต้องการความชัดเจนจากศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตราดังกล่าว


นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า พรรคเพื่อไทยจะยื่นญัตติให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่ารัฐสภาสามารถลงมติรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ที่ค้างอยู่โดยไม่ต้องทำประชามติถามประชาชนก่อนได้หรือไม่

เรื่องนี้ถามใจผม ผมอยากให้เดินหน้าโหวตกันไปเลย เพราะผมเห็นว่านี่คือการทำหน้าที่นิติบัญญัติของรัฐสภา แต่ก็ต้องพูดความจริงกันว่ารัฐสภาเวลานี้มันมีทั้ง สส. และ สว. ก้อนใหญ่ก้อนนึงแน่ๆ ที่ไม่อยากแก้รัฐธรรมนูญ ส่วนที่อยากแก้ก็ไปมีปัญหาว่า เมื่อมันไม่มีความชัดเจนการจะโหวตเดินหน้าเข้าไป แล้วนักร้องซึ่งมีแน่ๆ เขาก็จะไปยื่นร้องศาลรัฐธรรมนูญ ว่ารัฐสภาดำเนินการขัดต่อคำวินิจฉัยที่มีไว้ก่อนหน้านี้ อะไรจะเกิดขึ้นก็ยากที่จะคาดเดา

มันไม่ไม่ได้เป็นเรื่องว่ากลัวหรือไม่กลัวศาลรัฐธรรมนูญนะครับ เพราะว่าสำหรับผม พูดชัดๆ ได้ว่าผมไม่กลัว แล้วตั้งคำถามกับที่มา ตลอดจนการ
ใช้อำนาจและคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมาหลายต่อหลายเรื่อง แต่สิ่งที่เห็นและเป็นอยู่ก็คือ เวลาเขาวินิจฉัยอะไรมาแต่ละเรื่อง จะกลัวหรือไม่กลัวก็ตาม สุดท้ายต้องยอมตามนั้นทุกที่

ผมอยู่ในพรรคการเมืองที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบมาแล้ว 3 พรรค ทุกพรรคที่ถูกยุบผมไม่เคยเห็นด้วยกับคำวินิจฉัยเลย แต่ก็ยอมรับผลของมันจนวันนี้ พรรคไหนที่โดนก็ไม่ได้ต่างไปจากนี้

นี่คือสภาพและเงื่อนไขความจริงที่ปรากฏอยู่ ดังนั้นถ้ามันจำเป็นที่จะให้เกิดความชัดเจนจากศาลรัฐธรรมนูญเสียก่อน และเป็นการปิดกั้นช่องที่จะให้พรรคไหนฝ่ายไหนเอามาอ้าง ว่าไม่สามารถโหวตหนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ ด้วยเหตุผลว่ายังไม่มีความชัดเจนในคำวินิจฉัย สิ่งเหล่านี้
มันจะเพิ่มโอกาสและความเป็นไปได้ ให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดย ส.ส.ร. จากการเลือกตั้งของประชาชนเข้ามาทำหน้าที่ เป็นจริงได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่าตลอดเส้นทางของการทำเรื่องนี้จนกว่าจะมี ส.ส.ร. คงมีภาพของความเห็นต่าง ความขัดแย้ง โต้เถียงกันไปมาอย่างต่อเนื่อง สำคัญก็คือพรรคหลักๆ ที่มีจุดยืนประกาศไว้กับประชาชนว่าจะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สำเร็จให้ได้ ต้องเดินหน้าต่อไป

ช้านิดแต่โอกาสมันเพิ่มมากขึ้น ความเป็นไปได้มันสูงขึ้น ผมว่าถึงตรงนี้คนส่วนใหญ่เข้าใจครับ ดีกว่าถ้าเดินไปภายใต้ความไม่ชัดเจน แล้วไปเกิดปัญหา สุดท้ายเวลาที่มันเหลือน้อยลงทุกวันสำหรับอายุของสภาชุดนี้ อย่าว่าแต่มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เลยไปให้ไกลถึง ส.ส.ร. ยังอาจเป็นเรื่องยากก็ได้

เราไม่รู้นะครับว่ายื่นไปแล้วศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยออกมายังไง แต่ว่าถึงตรงนี้คงต้องยื่นไปแล้วรอผลกันก่อนล่ะครับ

อีกเรื่องนึงที่ร้อนขึ้นมาและแน่นอนว่าจะร้อนฉ่าขึ้นเรื่อยๆ ก็คือการดำเนินคดีกับขบวนการเลือกตั้ง สว.ชุดปัจจุบัน ซึ่งเวลานี้ทั้ง ดีเอสไอและ กกต. ก็กำลังขยับตัวกันอยู่

เรื่องนี้เป็นการเมืองมั้ยเป็นการเมืองครับ เพราะมันเกิดขึ้นในกระบวนการเลือกตั้ง สว. เป็นการทำเพื่อมีเจตนาให้ได้สว.เป็นกลุ่มบุคคลที่ตัวเองต้องการ ทำกันเป็นขบวนการเพื่อยึดกุมอำนาจในสภาสูง แต่จะเป็นการเมืองโดยใครกลุ่มไหนยังไม่ชัด ขอให้กระบวนการสืบสวนสอบสวนเขาได้ทำหน้าที่

เรื่องนี้ผมเห็นว่าทุกฝ่ายเดินกันตรงไปตรงมาเลย ไม่จำเป็นต้องมองฝักมองฝ่ายทางการเมือง ใครที่มีหน้าที่ในการพิสูจน์ความจริงอำนวยความยุติธรรมก็ทำ ถ้าใครถูกกล่าวหาพาดพิงเกิดความเสียหาย ก็ต้องมีสิทธิ์ในการชี้แจงอธิบายเหตุผลหลักฐานข้อเท็จจริงให้ครบถ้วน และในที่สุดก็ให้กระบวนการยุติธรรมทำหน้าที่

บางคนบอกบอกว่าถ้าคดีนี้เดินหน้าไปมากๆ รัฐบาลอาจจะอยู่ไม่ได้ ผมมองกลับกันว่าถ้าคดีนี้ไม่เดินต่างหากรัฐบาลจะอยู่ยังไง ก็ในเมื่อคนที่เขามาร้องเรียนกับดีเอสไอร้องเรียนกับ กกต. เขามีหลักฐานขั้นต้นพอที่จะเชื่อได้ว่ามันมีขบวนการไม่ชอบมาพากลนี้อยู่จริงแน่ๆ

ถ้าไปยื่นแล้วดีเอสไอไม่รับ รับแล้วไม่ทำ กกต.ไม่สน สุดท้ายข้อมูลนี้ก็จะปรากฏสู่ประชาชน ตรงนั้นแหละครับรัฐบาลจะไม่เหลือความชอบธรรมที่จะให้คำอธิบายใดๆ

แล้วแต่ละองค์กรไม่ต้องมีใครไปล้ำเส้นใครเลย ดีเอสไอมีอำนาจเท่าไหนก็เท่านั้น กกต. มีอำนาจแค่ไหนก็ตรงนั้น เช่นเดียวกัน

เรื่องกระบวนการเลือกตั้ง กกต. ว่าไป ส่วนดีเอสไอเขามองไปถึงพฤติกรรมเช่นนี้มันคืออั้งยี่ซ่องโจร ส่วนเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองก็คงมีล่ะครับ แต่ถ้ารัฐบาลไม่ทำ จะกลายเป็นรัฐบาลเองนั่นแหละไปขัดแย้งกับประชาชน

ฝ่าย สว. เห็นว่าเขาจะไปยื่นถอดถอนรัฐมนตรี ยื่นอภิปรายรัฐบาล นั่นก็เป็นสิทธิ์เขาก็ทำได้ นักการเมืองพรรคการเมืองคนไหนถ้ารู้สึกว่าเสียหายก็มีสิทธิ์ในการต่อสู้ หรือปกป้องความบริสุทธิ์ของตัวเอง

โดยสรุปคือเรื่องนี้ต้องตรงไปตรงมา ไม่ใช่การหาเรื่องกลั่นแกล้งทำร้ายใคร หรือไม่ใช่การทำเพื่อให้ใครเอาตัวรอด เพราะถ้าหากมีลับลมคมในไม่ชอบมาพากล การเมืองในระบบรัฐสภาของประเทศไทยมันจะไปไม่รอด

คงมีคำถามในใจนะครับว่า ถึงตรงนี้ทั้งเรื่องรัฐธรรมนูญ และเรื่องเลือกตั้ง สว. ตกลงใครเป็นใคร พรรคไหนอยู่ฝ่ายไหน เพราะฝุ่นมันตลบไปหมด

ก็นี่แหละครับการเมืองสามก๊กล่ะ

: ถอดเทปจาก หัวใจไม่หยุดเต้น EP 75

(ทีมงาน)

ที่มา : MgrOnline